เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

สำรวจสัญญาณไมโครดอปเปลอร์ที่ทำให้เป้าหมายทางอากาศแต่ละเป้าหมายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

ปัจจุบันเรดาร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจจับวัตถุบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์ลักษณะการเคลื่อนไหวของวัตถุนั้นได้อีกด้วย เทคโนโลยีที่เรียกว่า "ไมโคร-ดอปเปลอร์ (Micro-Dopple)" ช่วยให้เรดาร์แยกแยะได้ว่าวัตถุที่ตรวจพบเป็นนกหรือโดรน ผ่านรูปแบบการเคลื่อนไหว เช่น การกระพือปีกหรือการหมุนของใบพัด ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยทางอากาศ การรักษาความปลอดภัย และการจัดการภัยคุกคามสมัยใหม่

ในปี 2018 โดรนเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือระบบเรดาร์แบบทั่วไปไม่สามารถแยกแยะระหว่างนกกับโดรนได้ เพราะทั้งคู่มีขนาดที่คล้ายกัน อีกทั้งยังบินอยู่ในระดับความสูงและมีความเร็วที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย ดังนั้นการวัดค่าด้วย Radar Cross Section (RCS) หรือขนาดของสัญญาณสะท้อน รวมไปถึงการใช้เสียง ภาพ และ Infrared เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะจำแนกได้อย่างแม่นยำ

ลักษณะการทำงานของ Doppler และ Micro-Doppler

เรดาร์ปกติจะวัด Doppler จากการเคลื่อนที่รวมของวัตถุ เช่น โดรนบินเข้าหาเรดาร์ด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. เรดาร์ก็จะรับรู้ว่าวัตถุชิ้นนี้มีความเร็วเท่านี้ แต่ถ้ามีส่วนประกอบอื่นที่เคลื่อนที่อยู่ด้วย เช่น ใบพัดที่หมุนตลอดเวลา ก็จะสร้างสัญญาณที่เรียกว่า Micro-Doppler นั่นคือเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ ส่วนประกอบภายในก็เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปีกนกที่กระพือขึ้นลง หรือใบพัดของโดรนที่หมุนอยู่ตลอดเวลา ล้วนเป็น Micro-Doppler ทั้งสิ้น ซึ่งเรดาร์ที่มีความไวเพียงพอก็สามารถอ่านสัญญาณนี้ได้ และนำมาใช้จำแนกได้ว่าวัตถุที่ตรวจพบนั้นเป็นนกหรือโดรน

ประเภทของสัญญานที่มีผลต่อ Micro-Doppler

ในทางทฤษฎีแล้ว การเคลื่อนไหวระดับจิ๋วหรือ Micro-Doppler นั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ
1. การสั่น (Vibration) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่สุด เช่น การสั่นของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนบนโครงสร้าง
2. การหมุน (Rotation) เช่น ใบพัดโดรน ซึ่งสร้างสัญญาณ Flash ทุกครั้งที่ใบพัดหันตั้งฉากกับเรดาร์
3. การกลิ้งพลิก (Tumbling) เช่น ขีปนาวุธที่หมุนพลิกในอากาศโดยไม่มีแกนคงที่
4. การส่าย (Coning) ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่แบบวนเป็นกรวย เช่น กระสุนปืนที่หมุนควงในลักษณะของลูกข่าง ชึ่งแต่ละรูปแบบการเคลื่อนไหวนี้จะสร้างลายเซ็น Micro-Doppler ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เรดาร์สามารถระบุตัวตนของวัตถุแต่ละชนิดได้

เทคโนโลยี  Doppler ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ล้ำสมัยอย่าง Time-Frequency Transform โดยจะใช้ Short-Time Fourier Transform (STFT) และ Wigner-Ville Distribution (WVD) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่แสดงทั้งความถี่และเวลาพร้อมกัน แทนที่จะดูสัญญาณแบบ Snapshot เพียงครั้งเดียว การวิเคราะห์แบบ Time-Frequency ทำให้มองเห็นว่า Micro-Doppler เปลี่ยนแปลงอย่างไรตามเวลา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะและจำแนกประเภทของวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

นักวิจัยจาก University of St Andrews ได้ใช้เรดาร์ 2 ย่านความถี่พร้อมกัน ได้แก่ K-band (24 GHz) และ W-band (94 GHz) เก็บข้อมูลจากโดรนพาณิชย์ 3 รุ่น และนก 4 ชนิดที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยบินผ่านหน้าเรดาร์ในสนามทดสอบจริง ผลที่ได้พบว่าความถี่ในการหมุนของใบพัดโดรนนั้นสูงกว่าความถี่การกระพือปีกของนกถึงประมาณ 10 เท่า ดังนั้นลายเซ็น Micro-Doppler ระหว่างนกกับโดรนจึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก และสามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนด้วยเรดาร์ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่า W-band ให้คุณภาพสัญญาณสูงกว่า แต่มีระยะตรวจจับสั้นกว่า ในขณะที่ K-band ครอบคลุมระยะไกลกว่า และยังคงให้ข้อมูล Micro-Doppler ที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการแยกแยะ

นักวิจัยชาวบราซิลจากมหาวิทยาลัยกลางแห่งปารามองว่าคลื่นมิลลิเมตร (mmWave) น่าจะตอบโจทย์ในการจำแนกได้ดียิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลสัญญาณเรดาร์ที่ความถี่ 60 GHz มาใช้ทดสอบ ข้อมูลถูกเก็บจากวัตถุ 3 ประเภท ได้แก่ โดรน DJI Mavic, โดรน DJI Phantom 3 Pro และ "นกไบโอนิค" (Bionic Bird) ซึ่งเป็นอุปกรณ์บินที่เลียนแบบการกระพือปีกของนกจริง สัญญาณถูกบันทึกในรูปแบบ Complex Number เพื่อเก็บข้อมูลทั้ง Amplitude และ Phase ไว้ครบถ้วน

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยยังได้ใส่ตัวรบกวนสัญญาณเข้าไป 4 แบบ ได้แก่ White Noise (สัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป), Impulsive Noise (การรบกวนแบบกะทันหัน), Pareto Noise (การรบกวนหางหนักที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่รุนแรง) และ Multipath Interference (สัญญาณสะท้อนจากอาคารหรือพื้นผิวต่าง ๆ) เพื่อดูว่าผลลัพธ์ภายใต้สัญญาณรบกวนจะยังคงเสถียรพอที่จะจำแนกระหว่างนกกับโดรนได้หรือไม่ โดยมีการนำโมเดล AI มาเปรียบเทียบกัน 4 ตัว ได้แก่ LSTM, GRU, Conv1D และ Transformer สรุปได้ว่าโมเดล Transformer สามารถแยกแยะได้ดีที่สุดโดยรวม แม้ในสภาวะที่มีสัญญาณรบกวนหนัก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเมื่อเจอกับ Pareto Noise ซึ่งเป็นสัญญาณรบกวนแบบสุดขั้ว ทีมจึงพัฒนาโมเดลใหม่ชื่อว่า Multimodal Transformer ที่เพิ่มข้อมูลทางสถิติอย่าง Skewness และ Kurtosis เข้าไปด้วย ส่งผลให้ความแม่นยำในการจำแนกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

เทคโนโลยี Micro-Doppler จึงถือเป็นกุญแจสำคัญของระบบตรวจจับโดรนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องสนามบิน การรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ หรือการบริหารจัดการน่านฟ้าระดับต่ำ เมื่อ AI และการวิเคราะห์แบบ Time-Frequency ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาของเรดาร์ทำงานร่วมกัน  จะเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะและจำแนกประเภทของวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้การแยกแยะว่าสิ่งที่บินอยู่บนท้องฟ้าคือ นกหรือโดรน จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ท้องฟ้าของเราปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

สำรวจสัญญาณไมโครดอปเปลอร์ที่ทำให้เป้าหมายทางอากาศแต่ละเป้าหมายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

สำรวจสัญญาณไมโครดอปเปลอร์ที่ทำให้เป้าหมายทางอากาศแต่ละเป้าหมายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ปัจจุบันเรดาร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจจับวัตถุบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์ลักษณะการเคลื่อนไหวของวัตถุนั้นได้อีกด้วย เทคโนโลยีที่เรียกว่า "ไมโคร-ดอปเปลอร์ (Micro-Dopple)" ช่วยให้เรดาร์แยกแยะได้ว่าวัตถุที่ตรวจพบเป็นนกหรือโดรน ผ่านรูปแบบการเคลื่อนไหว เช่น การกระพือปีกหรือการหมุนของใบพัด ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยทางอากาศ การรักษาความปลอดภัย และการจัดการภัยคุกคามสมัยใหม่

ในปี 2018 โดรนเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือระบบเรดาร์แบบทั่วไปไม่สามารถแยกแยะระหว่างนกกับโดรนได้ เพราะทั้งคู่มีขนาดที่คล้ายกัน อีกทั้งยังบินอยู่ในระดับความสูงและมีความเร็วที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย ดังนั้นการวัดค่าด้วย Radar Cross Section (RCS) หรือขนาดของสัญญาณสะท้อน รวมไปถึงการใช้เสียง ภาพ และ Infrared เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะจำแนกได้อย่างแม่นยำ

ลักษณะการทำงานของ Doppler และ Micro-Doppler

เรดาร์ปกติจะวัด Doppler จากการเคลื่อนที่รวมของวัตถุ เช่น โดรนบินเข้าหาเรดาร์ด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. เรดาร์ก็จะรับรู้ว่าวัตถุชิ้นนี้มีความเร็วเท่านี้ แต่ถ้ามีส่วนประกอบอื่นที่เคลื่อนที่อยู่ด้วย เช่น ใบพัดที่หมุนตลอดเวลา ก็จะสร้างสัญญาณที่เรียกว่า Micro-Doppler นั่นคือเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ ส่วนประกอบภายในก็เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปีกนกที่กระพือขึ้นลง หรือใบพัดของโดรนที่หมุนอยู่ตลอดเวลา ล้วนเป็น Micro-Doppler ทั้งสิ้น ซึ่งเรดาร์ที่มีความไวเพียงพอก็สามารถอ่านสัญญาณนี้ได้ และนำมาใช้จำแนกได้ว่าวัตถุที่ตรวจพบนั้นเป็นนกหรือโดรน

ประเภทของสัญญานที่มีผลต่อ Micro-Doppler

ในทางทฤษฎีแล้ว การเคลื่อนไหวระดับจิ๋วหรือ Micro-Doppler นั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ
1. การสั่น (Vibration) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่สุด เช่น การสั่นของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนบนโครงสร้าง
2. การหมุน (Rotation) เช่น ใบพัดโดรน ซึ่งสร้างสัญญาณ Flash ทุกครั้งที่ใบพัดหันตั้งฉากกับเรดาร์
3. การกลิ้งพลิก (Tumbling) เช่น ขีปนาวุธที่หมุนพลิกในอากาศโดยไม่มีแกนคงที่
4. การส่าย (Coning) ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่แบบวนเป็นกรวย เช่น กระสุนปืนที่หมุนควงในลักษณะของลูกข่าง ชึ่งแต่ละรูปแบบการเคลื่อนไหวนี้จะสร้างลายเซ็น Micro-Doppler ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เรดาร์สามารถระบุตัวตนของวัตถุแต่ละชนิดได้

เทคโนโลยี  Doppler ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ล้ำสมัยอย่าง Time-Frequency Transform โดยจะใช้ Short-Time Fourier Transform (STFT) และ Wigner-Ville Distribution (WVD) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่แสดงทั้งความถี่และเวลาพร้อมกัน แทนที่จะดูสัญญาณแบบ Snapshot เพียงครั้งเดียว การวิเคราะห์แบบ Time-Frequency ทำให้มองเห็นว่า Micro-Doppler เปลี่ยนแปลงอย่างไรตามเวลา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะและจำแนกประเภทของวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

นักวิจัยจาก University of St Andrews ได้ใช้เรดาร์ 2 ย่านความถี่พร้อมกัน ได้แก่ K-band (24 GHz) และ W-band (94 GHz) เก็บข้อมูลจากโดรนพาณิชย์ 3 รุ่น และนก 4 ชนิดที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยบินผ่านหน้าเรดาร์ในสนามทดสอบจริง ผลที่ได้พบว่าความถี่ในการหมุนของใบพัดโดรนนั้นสูงกว่าความถี่การกระพือปีกของนกถึงประมาณ 10 เท่า ดังนั้นลายเซ็น Micro-Doppler ระหว่างนกกับโดรนจึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก และสามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนด้วยเรดาร์ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่า W-band ให้คุณภาพสัญญาณสูงกว่า แต่มีระยะตรวจจับสั้นกว่า ในขณะที่ K-band ครอบคลุมระยะไกลกว่า และยังคงให้ข้อมูล Micro-Doppler ที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการแยกแยะ

นักวิจัยชาวบราซิลจากมหาวิทยาลัยกลางแห่งปารามองว่าคลื่นมิลลิเมตร (mmWave) น่าจะตอบโจทย์ในการจำแนกได้ดียิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลสัญญาณเรดาร์ที่ความถี่ 60 GHz มาใช้ทดสอบ ข้อมูลถูกเก็บจากวัตถุ 3 ประเภท ได้แก่ โดรน DJI Mavic, โดรน DJI Phantom 3 Pro และ "นกไบโอนิค" (Bionic Bird) ซึ่งเป็นอุปกรณ์บินที่เลียนแบบการกระพือปีกของนกจริง สัญญาณถูกบันทึกในรูปแบบ Complex Number เพื่อเก็บข้อมูลทั้ง Amplitude และ Phase ไว้ครบถ้วน

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยยังได้ใส่ตัวรบกวนสัญญาณเข้าไป 4 แบบ ได้แก่ White Noise (สัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป), Impulsive Noise (การรบกวนแบบกะทันหัน), Pareto Noise (การรบกวนหางหนักที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่รุนแรง) และ Multipath Interference (สัญญาณสะท้อนจากอาคารหรือพื้นผิวต่าง ๆ) เพื่อดูว่าผลลัพธ์ภายใต้สัญญาณรบกวนจะยังคงเสถียรพอที่จะจำแนกระหว่างนกกับโดรนได้หรือไม่ โดยมีการนำโมเดล AI มาเปรียบเทียบกัน 4 ตัว ได้แก่ LSTM, GRU, Conv1D และ Transformer สรุปได้ว่าโมเดล Transformer สามารถแยกแยะได้ดีที่สุดโดยรวม แม้ในสภาวะที่มีสัญญาณรบกวนหนัก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเมื่อเจอกับ Pareto Noise ซึ่งเป็นสัญญาณรบกวนแบบสุดขั้ว ทีมจึงพัฒนาโมเดลใหม่ชื่อว่า Multimodal Transformer ที่เพิ่มข้อมูลทางสถิติอย่าง Skewness และ Kurtosis เข้าไปด้วย ส่งผลให้ความแม่นยำในการจำแนกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

เทคโนโลยี Micro-Doppler จึงถือเป็นกุญแจสำคัญของระบบตรวจจับโดรนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องสนามบิน การรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ หรือการบริหารจัดการน่านฟ้าระดับต่ำ เมื่อ AI และการวิเคราะห์แบบ Time-Frequency ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาของเรดาร์ทำงานร่วมกัน  จะเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะและจำแนกประเภทของวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้การแยกแยะว่าสิ่งที่บินอยู่บนท้องฟ้าคือ นกหรือโดรน จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ท้องฟ้าของเราปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

เรดาร์สามารถแยกนกออกจากโดรนได้หรือไม่? ความลับของลายนิ้วมือไมโคร-ดอปเปลอร์

สำรวจสัญญาณไมโครดอปเปลอร์ที่ทำให้เป้าหมายทางอากาศแต่ละเป้าหมายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

ปัจจุบันเรดาร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจจับวัตถุบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์ลักษณะการเคลื่อนไหวของวัตถุนั้นได้อีกด้วย เทคโนโลยีที่เรียกว่า "ไมโคร-ดอปเปลอร์ (Micro-Dopple)" ช่วยให้เรดาร์แยกแยะได้ว่าวัตถุที่ตรวจพบเป็นนกหรือโดรน ผ่านรูปแบบการเคลื่อนไหว เช่น การกระพือปีกหรือการหมุนของใบพัด ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยทางอากาศ การรักษาความปลอดภัย และการจัดการภัยคุกคามสมัยใหม่

ในปี 2018 โดรนเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือระบบเรดาร์แบบทั่วไปไม่สามารถแยกแยะระหว่างนกกับโดรนได้ เพราะทั้งคู่มีขนาดที่คล้ายกัน อีกทั้งยังบินอยู่ในระดับความสูงและมีความเร็วที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย ดังนั้นการวัดค่าด้วย Radar Cross Section (RCS) หรือขนาดของสัญญาณสะท้อน รวมไปถึงการใช้เสียง ภาพ และ Infrared เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะจำแนกได้อย่างแม่นยำ

ลักษณะการทำงานของ Doppler และ Micro-Doppler

เรดาร์ปกติจะวัด Doppler จากการเคลื่อนที่รวมของวัตถุ เช่น โดรนบินเข้าหาเรดาร์ด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. เรดาร์ก็จะรับรู้ว่าวัตถุชิ้นนี้มีความเร็วเท่านี้ แต่ถ้ามีส่วนประกอบอื่นที่เคลื่อนที่อยู่ด้วย เช่น ใบพัดที่หมุนตลอดเวลา ก็จะสร้างสัญญาณที่เรียกว่า Micro-Doppler นั่นคือเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ ส่วนประกอบภายในก็เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปีกนกที่กระพือขึ้นลง หรือใบพัดของโดรนที่หมุนอยู่ตลอดเวลา ล้วนเป็น Micro-Doppler ทั้งสิ้น ซึ่งเรดาร์ที่มีความไวเพียงพอก็สามารถอ่านสัญญาณนี้ได้ และนำมาใช้จำแนกได้ว่าวัตถุที่ตรวจพบนั้นเป็นนกหรือโดรน

ประเภทของสัญญานที่มีผลต่อ Micro-Doppler

ในทางทฤษฎีแล้ว การเคลื่อนไหวระดับจิ๋วหรือ Micro-Doppler นั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ
1. การสั่น (Vibration) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่สุด เช่น การสั่นของเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนบนโครงสร้าง
2. การหมุน (Rotation) เช่น ใบพัดโดรน ซึ่งสร้างสัญญาณ Flash ทุกครั้งที่ใบพัดหันตั้งฉากกับเรดาร์
3. การกลิ้งพลิก (Tumbling) เช่น ขีปนาวุธที่หมุนพลิกในอากาศโดยไม่มีแกนคงที่
4. การส่าย (Coning) ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่แบบวนเป็นกรวย เช่น กระสุนปืนที่หมุนควงในลักษณะของลูกข่าง ชึ่งแต่ละรูปแบบการเคลื่อนไหวนี้จะสร้างลายเซ็น Micro-Doppler ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เรดาร์สามารถระบุตัวตนของวัตถุแต่ละชนิดได้

เทคโนโลยี  Doppler ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ล้ำสมัยอย่าง Time-Frequency Transform โดยจะใช้ Short-Time Fourier Transform (STFT) และ Wigner-Ville Distribution (WVD) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่แสดงทั้งความถี่และเวลาพร้อมกัน แทนที่จะดูสัญญาณแบบ Snapshot เพียงครั้งเดียว การวิเคราะห์แบบ Time-Frequency ทำให้มองเห็นว่า Micro-Doppler เปลี่ยนแปลงอย่างไรตามเวลา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะและจำแนกประเภทของวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

นักวิจัยจาก University of St Andrews ได้ใช้เรดาร์ 2 ย่านความถี่พร้อมกัน ได้แก่ K-band (24 GHz) และ W-band (94 GHz) เก็บข้อมูลจากโดรนพาณิชย์ 3 รุ่น และนก 4 ชนิดที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยบินผ่านหน้าเรดาร์ในสนามทดสอบจริง ผลที่ได้พบว่าความถี่ในการหมุนของใบพัดโดรนนั้นสูงกว่าความถี่การกระพือปีกของนกถึงประมาณ 10 เท่า ดังนั้นลายเซ็น Micro-Doppler ระหว่างนกกับโดรนจึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก และสามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนด้วยเรดาร์ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่า W-band ให้คุณภาพสัญญาณสูงกว่า แต่มีระยะตรวจจับสั้นกว่า ในขณะที่ K-band ครอบคลุมระยะไกลกว่า และยังคงให้ข้อมูล Micro-Doppler ที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการแยกแยะ

นักวิจัยชาวบราซิลจากมหาวิทยาลัยกลางแห่งปารามองว่าคลื่นมิลลิเมตร (mmWave) น่าจะตอบโจทย์ในการจำแนกได้ดียิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลสัญญาณเรดาร์ที่ความถี่ 60 GHz มาใช้ทดสอบ ข้อมูลถูกเก็บจากวัตถุ 3 ประเภท ได้แก่ โดรน DJI Mavic, โดรน DJI Phantom 3 Pro และ "นกไบโอนิค" (Bionic Bird) ซึ่งเป็นอุปกรณ์บินที่เลียนแบบการกระพือปีกของนกจริง สัญญาณถูกบันทึกในรูปแบบ Complex Number เพื่อเก็บข้อมูลทั้ง Amplitude และ Phase ไว้ครบถ้วน

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยยังได้ใส่ตัวรบกวนสัญญาณเข้าไป 4 แบบ ได้แก่ White Noise (สัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป), Impulsive Noise (การรบกวนแบบกะทันหัน), Pareto Noise (การรบกวนหางหนักที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่รุนแรง) และ Multipath Interference (สัญญาณสะท้อนจากอาคารหรือพื้นผิวต่าง ๆ) เพื่อดูว่าผลลัพธ์ภายใต้สัญญาณรบกวนจะยังคงเสถียรพอที่จะจำแนกระหว่างนกกับโดรนได้หรือไม่ โดยมีการนำโมเดล AI มาเปรียบเทียบกัน 4 ตัว ได้แก่ LSTM, GRU, Conv1D และ Transformer สรุปได้ว่าโมเดล Transformer สามารถแยกแยะได้ดีที่สุดโดยรวม แม้ในสภาวะที่มีสัญญาณรบกวนหนัก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเมื่อเจอกับ Pareto Noise ซึ่งเป็นสัญญาณรบกวนแบบสุดขั้ว ทีมจึงพัฒนาโมเดลใหม่ชื่อว่า Multimodal Transformer ที่เพิ่มข้อมูลทางสถิติอย่าง Skewness และ Kurtosis เข้าไปด้วย ส่งผลให้ความแม่นยำในการจำแนกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

เทคโนโลยี Micro-Doppler จึงถือเป็นกุญแจสำคัญของระบบตรวจจับโดรนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องสนามบิน การรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ หรือการบริหารจัดการน่านฟ้าระดับต่ำ เมื่อ AI และการวิเคราะห์แบบ Time-Frequency ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาของเรดาร์ทำงานร่วมกัน  จะเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะและจำแนกประเภทของวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้การแยกแยะว่าสิ่งที่บินอยู่บนท้องฟ้าคือ นกหรือโดรน จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ท้องฟ้าของเราปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

Related articles