เจาะลึกเทคโนโลยี V2G อนาคตใหม่ของพลังงานไทยที่ช่วยลดค่าไฟและสร้างความยั่งยืน
V2G คือเทคโนโลยีที่ให้รถ EV สามารถชาร์จและจ่ายไฟกลับสู่ระบบได้ ช่วยลดค่าไฟฟ้าที่สูงและเพิ่มเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (The Grid หรือ Grid System) แต่ประเทศไทยยังติดข้อจำกัดทางด้าน Smart Grid เครื่องชาร์จไฟฟ้า มาตรฐานต่างๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย และรวมไปถึงความสามารถในการสร้างแรงจูงใจได้ V2G จะเป็นกุญแจที่สำคัญสู่ระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนต่อไปในอนาคต
เพื่อนๆ ลองจินตนาการกันดูว่า ถ้าวันหนึ่งรถไฟฟ้าที่เราขับอยู่ ไม่ได้มีหน้าที่แค่พาเราเดินทางไปที่ต่างๆ แต่ยังสามารถช่วยจ่ายไฟออกมาได้ด้วยมันจะเป็นยังไงกันนะ มันคงดูสุดยอดจนฟังเหมือนเป็นเรื่องของอนาคตไกลตัวเลยใช่ไหม แต่จริง ๆ เทคโนโลยีนี้มีอยู่แล้ว ชื่อของมันคือ Vehicle-to-Grid หรือ V2G นั่นเอง แต่คำถามก็คือประเทศไทยของเราพร้อมแล้วหรือยังกับการใช้งานสุดล้ำสมัยนี้ ระบบไฟฟ้าของไทยเรารองรับสิ่งนี้ได้แค่ไหน และยังต้องพัฒนาอะไรอีกบ้าง ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย
ปกติเพื่อนๆคงจะคุ้นเคยกับการเอาไฟเข้ารถอย่างเดียวใช่ไหม แต่เจ้า V2G คือการที่รถสามารถปล่อยไฟออกจากแบตเตอรี่ กลับเข้าระบบไฟฟ้าได้ด้วย พูดง่าย ๆ คือ รถ EV ของเราจะกลายเป็นเหมือน Power Bank ขนาดใหญ่ ที่ช่วยสำรองไฟไว้ใช้ได้ เพราะอย่างนั้น ถ้าตอนกลางวันค่าไฟถูก(เพราะมีพลังงานแสงอาทิตย์เยอะ) เราก็สามารถชาร์จไฟเก็บไว้ใช้ในตอนกลางคืนได้ แต่แค่ใช้ไฟที่เก็บจากรถไม่กี่คันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เพื่อนๆ ลองนึกภาพถึงการดึงไฟกลับมาใช้จากรถหลายหมื่นคันสิ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะมันช่วยลดภาระของโรงไฟฟ้าได้แบบเห็นผลได้จริง เทคโนโลยี V2G นี้เองจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น V2G ไม่ได้เป็นแค่การปล่อยไฟกลับแบบง่ายๆ แต่มันคือการทำงานร่วมกันของ 3 ส่วน ได้แก่ ตัวรถยนต์ไฟฟ้า ตัวเครื่องชาร์จ และระบบควบคุมของโครงข่ายไฟฟ้า มาเริ่มทำความเข้าใจกันที่ฝั่งรถยนต์กันก่อนเลย เจ้าตัวแบตเตอรี่ภายในรถจะมีการเก็บพลังงานไว้ในรูปของไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แต่ระบบไฟฟ้าของบ้านใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพราะอย่างนั้นเอง การจะปล่อยไฟกลับได้ จำเป็นต้องมี Inverter ที่สามารถแปลง DC เป็น AC ได้อย่างมีเสถียรภาพ
แต่ประเด็นก็คือ Inverter ในระบบ V2G ที่เราต้องการต้องฉลาดกว่าปกติ เพราะมันต้องซิงค์ความถี่และแรงดันไฟฟ้าให้ตรงกับโครงข่ายได้แบบ Real-time เพราะถ้าเกิดว่าจ่ายไฟผิดจังหวะขึ้นมา ก็อาจจะทำให้ระบบไฟฟ้ารวนได้ ต่อมาในส่วนของเครื่องชาร์จแบบ Bidirectional นั้นมันจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการควบคุมทิศทางของพลังงานและสื่อสารข้อมูลกับระบบกลาง โดยทั้งหมดที่ว่ามานี้จะถูกควบคุมผ่าน Energy Management System (EMS) อีกที ซึ่งมันทำหน้าที่เป็นเหมือนสมองของระบบ ที่คอยตัดสินใจแบบฉลาดๆ ว่าเมื่อไหร่กันนะที่ควรชาร์จ และเมื่อไหร่ควรปล่อยไฟ โดยอาศัยการคิดคำนวนจากข้อมูลหลายๆ อย่าง เช่น ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบ ราคาไฟฟ้าแบบ Time-of-Use และพฤติกรรมของผู้ใช้นั่นเอง
หนึ่งในประเด็นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือมันจะทำให้แบตเสื่อมเร็วขึ้นไหม ถ้าพูดกันในเชิงเทคนิค การใช้งาน V2G จะเพิ่มจำนวน Cycle ของการชาร์จและคายประจุ ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็จริง โดยเฉพาะถ้าเป็นการใช้งานแบบ Deep Cycle แต่ถึงอย่างนั้นระบบก็สามารถออกแบบให้ลดผลกระทบนี้ได้ เช่น การจำกัดช่วงการใช้งานของแบตเตอรี่ (State of Charge Window) ไม่ให้เต็มหรือว่างจนเกินไปนั่นเอง นอกจากนี้ เทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ เช่น Lithium Iron Phosphate (LFP) ก็ถูกทำให้มีความทนทานต่อ Cycle มากขึ้น ทำให้เหมาะกับการใช้งานแบบ V2G มากขึ้นในอนาคต
ระบบไฟฟ้าบ้านเราค่อนข้างดีและเสถียรใช้ได้ ไฟไม่ค่อยดับบ่อย และมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ก็ใช้ว่าจะดีไปหมดทุกอย่าง เพราะมันถูกออกแบบมาให้ไฟไหลได้ทางเดียว คือ จากโรงไฟฟ้ามาที่บ้านเราในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมนั่นเอง แต่ระบบ V2G มันต้องเป็นต้องเป็นแบบสองทาง คือ รถส่งไฟกลับเข้าไปได้ด้วย ซึ่งตรงนี้แหละที่เป็นจุดท้าทาย เพราะการจะทำสิ่งนี้ต้องการการอัปเกรดระบบให้ฉลาดขึ้น หรือที่เรียกว่า Smart Grid ซึ่งตอนนี้ไทยก็เริ่มมี Smart Grid แล้วแต่ยังไม่ทั่วถึง และยังไม่ได้รองรับระบบ V2G แบบเต็มตัว
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราจะเริ่มเห็นตู้ชาร์จไฟเข้ารถไฟฟ้ากันมากขึ้นแล้วตามหัวเมืองต่างๆ แต่อีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือเจ้าตู้ชาร์จทั่วไปที่เราเห็น ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบชาร์จเข้าอย่างเดียว ถ้าเราต้องการจะใช้ระบบ V2G เราต้องใช้เครื่องชาร์จแบบพิเศษที่เรียกว่า Bidirectional Charger ที่สามารถชาร์จเข้าและปล่อยไฟออกได้ แต่ปัญหาก็คือตอนนี้ในไทยยังมีน้อยมาก และราคาก็ยังแพงอยู่ ทำให้การใช้งานจริงจำกัดกันอยู่แค่ในกลุ่มเล็กๆ
แล้วถ้าลองถามกลับกัน ว่าตัวรถ EVนั้นรองรับสิ่งนี้หรือไม่ คำตอบคือเริ่มมีให้เห็นบ้าง แต่ยังไม่เยอะ เช่นรถไฟฟ้าบางรุ่นจากต่างประเทศรองรับระบบ V2G แล้ว แต่ในไทยยังไม่ได้เปิดใช้ฟีเจอร์นี้เต็มที่ แปลว่า ต่อให้ระบบไฟพร้อม แต่ถ้ารถยังไม่รองรับ ก็ยังไปต่อไม่ได้อยู่ดี
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่จะมองข้ามไม่ได้เลย เพราะมันคือตัวแปรสำคัญที่จะช่วยชี้ชะตาเลย เชื่อว่าอ่านมาถึงตรงนี้เพื่อนๆ หลายคนคงกำลังแอบนึกในใจกันบ้างว่า ถ้าเราสามารถปล่อยไฟเข้าระบบได้ เราก็ควรจะได้เงินสิ เพราะเหมือนเราได้ขายไฟให้กับภาครัฐ แต่ประเด็นก็คือตอนนี้ภาครัฐบาลยังไม่มีระบบที่ชัดเจนว่าจะซื้อไฟจากรถเราในราคาเท่าไหร่ แล้วจะคิดค่าไฟยังไง หรือเราจำเป็นจะต้องขออนุญาตเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าหรือไม่ เพราะถ้าภาครัฐยังไม่ออกกฎหรือมาตราฐานตรงนี้ที่ชัดเจน ก็อาจจะทำให้การใช้งานเทคโนโลยี V2G นี้เติบโตได้ยาก
ต้องยอมรับกันตามตรงว่ามีโอกาสสูงมากสำหรับระบบ V2G เพราะเป็นที่รู้กันดีว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ไฟเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงกลางวันกับช่วงเย็นที่เป็นเวลาพีคสุด ๆ ถ้าเรามีรถ EV จำนวนมากคอยช่วยปล่อยไฟกลับเข้าระบบให้ได้ใช้กันในช่วงเวลาพีคๆ จะช่วยลดภาระของระบบไปได้เยอะ และอาจช่วยลดค่าไฟในระยะยาวได้อีกด้วย อีกอย่างคือกรุงเทพฯ เริ่มมีการวางแผนติดโซลาร์เซลล์มากขึ้น ถ้ามีระบบ V2G รถก็จะสามารถช่วยเก็บไฟจากแสงแดดตอนกลางวัน แล้วเอามาใช้ตอนกลางคืนได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นตัวที่ช่วยบาลานซ์ระบบได้อย่างดี
เทคโนโลยี V2G นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด แต่มันเป็นอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง เพราะถึงตอนนี้ประเทศไทยของเรายังไม่พร้อมเต็มที่ แต่เราก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะเรามีพื้นฐานที่ดี เหลือแค่ต้องมีการอัปเกรดระบบให้ทันสมัยย และถ้าทำได้สำเร็จ รถ EV ในกรุงเทพฯ จะไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะที่เอาไว้ใช้ขนส่งกันอย่างที่เคยเป็นมา แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงาน ที่ช่วยให้เมืองหลวงของเรามีความ Smart มากขึ้น ประหยัดขึ้น และยั่งยืน จนถึงวันนั้นรถของคุณจะไม่ได้แค่พาคุณไปทำงาน แต่ยังช่วยจ่ายค่าไฟให้คุณได้อีกด้วย