Thailand 30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

มาร่วมค้นพบว่า Thailand 30@30 มอบพิมพ์เขียวทางด้านเทคนิคเพื่อเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ให้ใช้พลังงานไฟฟ้า 30% ภายในปี 2030 ได้อย่างไร

Thailand  30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30%  เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

Thailand 30@30 คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนการผลิตรถยนต์ในไทยภายในปี 2030 ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างน้อย 30%   เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน การชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในยุคยานยนต์ไฟฟ้าโลก

บทนำ 

ลองนึกภาพประเทศไทยในปี พ.ศ. 2573 กันดูเล่น ๆ ภาพถนนที่เคยเต็มไปด้วยควันดำ จากรถยนต์ และเสียงดังกระหึ่มของเครื่องยนต์แข่งกับเสียงแตรรถ กำลังจะถูกแทนที่ด้วยรถที่วิ่งกัน เงียบ ๆ  ไม่มีควันดำ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์คำราม มีแต่เสียงล้อที่วิ่งไปบนพื้นถนนเบาๆ นั่นแหละคือ ภาพฝัน หรือ เป้าหมายของนโยบายที่ชื่อว่า Thailand 30@30 ที่ตั้งใจจะทำให้การผลิตรถยนต์ใน ประเทศอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เป้าหมายนี้ไม่ได้เป็นแค่ นโยบายสิ่งแวดล้อม แต่คือ ยุทธศาสตร์เชิงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงงานหลายร้อยแห่ง แรงงานหลายแสนคน และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ

บทความนี้จะพาเราไปดูใจความสำคัญของ Thailand 30@30 ตั้งแต่หัวใจของรถไฟฟ้า อย่างแบตเตอรี่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและการปรับตัวของภาคการผลิต แบบเห็นภาพชัด เข้าใจง่าย แต่ไม่ทิ้งรายละเอียดสำคัญ เพื่อให้เรามองเห็นว่า เป้าหมาย 30% ภายในปี 2030 นั้น ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นแผนงานที่กำลังถูกวาดขึ้นอย่างจริงจังในวันนี้

จุดเริ่มต้นของความฝัน: Thailand 30@30 คืออะไร 

Thailand 30@30 คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าให้การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเปลียนเป็น รถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 หรือ EV (Electric Vehicle) ไม่ใช่แค่รถไฮบริด แต่เป็น BEV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็นเลข 30% และทำไมต้องปี 2030 คำตอบคงมาจากแรงกดดันในระดับโลก ทั้งเรื่องโลกร้อน มาตรการ ภาษีคาร์บอนจากยุโรป และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังหมุนเข้าสู่ยุคไฟฟ้า แบบเต็มตัว ประเทศที่เคลื่อนไหวช้าจะเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะไทยที่ถูกขนาน นามว่า เป็น Detroit of Asia หากโลกเปลี่ยนไปใช้ EV แต่เรายังผลิตเครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก อาจจะกระทบกับ Supply chain ในประเทศได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาป เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนชนิดของรถ แต่คือ การปรับโครงสร้างเทคโนโลยี การลงทุนในแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานการเตรียมสถานีชาร์จ และการพัฒนาทักษะ แรงงานอย่างจริงจังในประเทศ พูดให้ถูกคือ แทบจะเป็นการออกแบบอนาคตของอุตสาหกรรม ไทยใหม่กันเลยทั้งระบบ 

หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน: จากเครื่องยนต์สันดาปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า

ถ้ามีใครเคยเรียนวิชาพื้นฐานวิศวกรรม หรือ ฟิสิกส์มาบ้าง เราจะรู้ว่า เครื่องยนต์สันดาป ภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ทำงานจากการเผาไหม้น้ำมันมาสร้างพลังงานกล กระบวนการนี้มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมาก เช่น ลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง วาล์ว และมีระบบเกียร์ ซับซ้อน แต่รถ EV เรียบง่ายกว่านั้นเยอะมาก แหล่งพลังงานหลักของมัน คือ แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่จะคอยเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ และเมื่อคนขับเหยียบคันเร่ง อินเวอร์เตอร์จะเปลี่ยนไฟฟ้า กระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อจ่ายให้มอเตอร์ไฟฟ้า มอเตอร์ ก็หมุนล้อทันที ไม่ต้องมีการเผาไหม้ แถมไม่มีไอเสีย 

เรื่องที่น่าหนักใจ คือ ประเทศไทยมีฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่ เรามีโรงงานจำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อผลิตเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบไอเสีย การเปลี่ยนสาย การผลิตไปสู่ EV เลยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่ใช่แค่เปลี่ยนสินค้า แต่คือการ เปลี่ยนทั้ง โรงงาน ตั้งแต่เครื่องจักร ระบบซัพพลายเออร์ ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจของพนักงาน

แบตเตอรี่: หัวใจที่ต้องสร้างให้แข็งแรง

ถ้าเครื่องยนต์คือ หัวใจของรถน้ำมัน แบตเตอรี่ก็คือ หัวใจของ EV ซึ่งตอนนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคิดเป็นต้นทุนประมาณ 30–40% ของราคารถทั้งคัน ทำให้มันเป็น เหมือนเกมที่ถ้าใครคุมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ได้ คนนั้นคุมเกม Road Map ไทยจึงต้องเริ่มจาก การสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแพ็กแบตเตอรี่ (Battery pack assembly) ไปจนถึงการผลิตเซลล์ (Cell manufacturing) และในระยะยาวก็อาจจะมีการรวม จัดการรีไซเคิลแบตเตอรี่เพื่อดึงลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์กลับมาใช้ใหม่อีกด้วย

ในทางเทคนิค แบตเตอรี่ EV หนึ่งชุดประกอบไปด้วยเซลล์หลายร้อยเซลล์ที่เรียงกัน เป็นโมดูล จากนั้นรวมกันเป็นแพ็กขนาดใหญ่ โดยที่ข้างในจะมีระบบคอยจัดการแบตเตอรี่ BMS (Battery Management System) คอยควบคุมอุณหภูมิ แรงดัน และกระแสไฟฟ้า คอยดูแล ไม่ให้ความร้อนสูงเกินไป เพื่อให้แบตนี้สามารถใช้ได้นาน ถ้าไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี BMS และสายการผลิตแบตเตอรี่ได้เอง ต้นทุนการนำของเข้าประเทศจะถูกลง แถมยังสร้างงานใหม่ ที่ใช้ทักษะสูงให้กับคนในประเทศด้วย เช่น วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเคมี และนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์

สถานีชาร์จ: โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องวิ่งนำหน้า

ปัญหาเรื่อง การหาที่ชาร์จรถไม่ได้เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้ใครหลายคน ลังเลระหว่างการซื้อรถน้ำมันกับรถไฟฟ้า เพราะต่อให้ผลิตรถได้ 30% แต่ถ้าโครงสร้าง พื้นฐานไม่พร้อม ความต้องการในประเทศก็จะไม่เกิด ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจกันก่อนว่า สถานีชาร์จมีหลายระดับ ตั้งแต่ AC Charging ที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการชาร์จ ไปจนถึง DC Fast Charging ที่ชาร์จได้ 80% ภายในประมาณ 30 นาที แต่การจะติดตั้งสถานีชาร์จเร็วก็ต้อง ใช้กำลังไฟสูงมากเหมือนกัน บางที่ถึงกับต้องมีการปรับปรุงหม้อแปลงและสายส่งใหม่กันวุ่นวาย

เพราะอย่างนั้น Road map นี้ เลยจำเป็นต้องเชื่อมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศ  เพราะการใช้ EV เพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มความต้องการในการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเหมือนกัน ถ้าจัดการกันไม่ดี ไม่วางแผนให้รอบคอบมากพอ อาจจะทำให้เกิดปัญหาโหลดพีคในช่วงกลางคืน ที่หลายบ้านใช้ไฟชาร์จพร้อมกันได้ ซึ่งทางออกหนึ่งคือ ระบบ Smart Charging และ Vehicle-to-Grid หรือ V2G ที่รถ EV ไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้ไฟ แต่เป็นแหล่งจ่ายไฟกลับสู่ระบบ ในช่วงที่ความต้องการสูงซะเอง  แต่เทคโนโลยีพวกนี้ก็ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ การสื่อสาร และมาตรฐานที่สอดคล้องกันทั่วประเทศ

การเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การผลิต EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถน้ำมันประมาณ 30–40% ซึ่งหมายความว่า โรงงานผลิตชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น ผลิตท่อไอเสีย หรือ ระบบหัวฉีด ก็อาจจะได้รับผล กระทบโดยตรง ดังนั้น 30@30 จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการ Reskill และ Upskill แรงงานจำนวนมากด้วย ช่างเครื่องยนต์ต้องเรียนรู้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ช่างซ่อมรถ ต้องเข้าใจการวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ผ่านคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่ไขน็อตด้วยประแจเหมือนที่เคยเป็นมา

ในระยะยาว อุตสาหกรรมรถยนต์จะใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โรงงานอาจจะต้องติดตั้งสายการผลิตที่สะอาดขึ้น ควบคุมฝุ่นอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะใน ส่วนของแบตเตอรี่ เพราะแค่สิ่งปนเปื้อนนิดเดียวก็อาจจะส่งผลกระทบมาก และถ้าประเทศไทย วางแผนได้ดี การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่ใช่การสูญเสียงาน แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพแรงงานของ เราให้ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

บทบาทของนโยบายรัฐ: แรงจูงใจที่ทำให้เครื่องจักรเดิน

ในช่วงเริ่มต้น รถ EV มักจะมีราคาขายที่สูงกว่ารถน้ำมัน เพราะอย่างนั้นรัฐต้องหา มาตรการจูงใจมาปรับใช้ เช่น การลดภาษีนำเข้า หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นทั้งฝั่ง ผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งมาตรการพวกนี้ช่วยให้เกิด Economies of Scale หรือ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อยอดผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจะลดลง จนในที่สุด รถ EV ก็จะสามารถสามารถ แข่งขันได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐต่อไป นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานด้านความ ปลอดภัย ระบบแรงดันไฟฟ้า และมาตรฐานหัวชาร์จที่เป็นสากล จะทำให้ผู้ผลิตลงทุนได้อย่างมั่น ใจมากขึ้นด้วย ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าเทคโนโลยีที่เลือกวันนี้จะล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บทสรุป

หลายคนอาจคิดว่าตัวเลข 30% คือ เป้าหมายสูงสุด แต่ความจริงแล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น หากไทยสามารถทำได้สำเร็จ ภายในปี พ.ศ. 2573 เราก็จะมีฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง มีวิศวกรและแรงงานที่เชี่ยวชาญ มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และตลาดในประเทศที่เติบโต จากนั้นคำถามจะเปลี่ยนจาก เราจะทำได้ไหม เป็น เราไปได้ไกลแค่ไหน 

บางประเทศตั้งเป้าเลิกขายรถน้ำมันทั้งหมดในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า และถ้าประเทศ ไทยปรับตัวทัน เราอาจจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออก EV ในภูมิภาคอาเซียนก็ได้ Thailand 30@30 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่มันคือ แผนที่นำทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม ทุกโรงงาน ทุกสายการผลิต ทุกสถานีชาร์จ คือ ชิ้นส่วนของภาพ ใหญ่ที่กำลังถูกต่อขึ้นทีละชิ้น 

Thailand 30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

มาร่วมค้นพบว่า Thailand 30@30 มอบพิมพ์เขียวทางด้านเทคนิคเพื่อเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ให้ใช้พลังงานไฟฟ้า 30% ภายในปี 2030 ได้อย่างไร

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
Thailand  30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30%  เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

Thailand 30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

มาร่วมค้นพบว่า Thailand 30@30 มอบพิมพ์เขียวทางด้านเทคนิคเพื่อเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ให้ใช้พลังงานไฟฟ้า 30% ภายในปี 2030 ได้อย่างไร

Thailand 30@30 คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนการผลิตรถยนต์ในไทยภายในปี 2030 ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างน้อย 30%   เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน การชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในยุคยานยนต์ไฟฟ้าโลก

บทนำ 

ลองนึกภาพประเทศไทยในปี พ.ศ. 2573 กันดูเล่น ๆ ภาพถนนที่เคยเต็มไปด้วยควันดำ จากรถยนต์ และเสียงดังกระหึ่มของเครื่องยนต์แข่งกับเสียงแตรรถ กำลังจะถูกแทนที่ด้วยรถที่วิ่งกัน เงียบ ๆ  ไม่มีควันดำ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์คำราม มีแต่เสียงล้อที่วิ่งไปบนพื้นถนนเบาๆ นั่นแหละคือ ภาพฝัน หรือ เป้าหมายของนโยบายที่ชื่อว่า Thailand 30@30 ที่ตั้งใจจะทำให้การผลิตรถยนต์ใน ประเทศอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เป้าหมายนี้ไม่ได้เป็นแค่ นโยบายสิ่งแวดล้อม แต่คือ ยุทธศาสตร์เชิงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงงานหลายร้อยแห่ง แรงงานหลายแสนคน และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ

บทความนี้จะพาเราไปดูใจความสำคัญของ Thailand 30@30 ตั้งแต่หัวใจของรถไฟฟ้า อย่างแบตเตอรี่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและการปรับตัวของภาคการผลิต แบบเห็นภาพชัด เข้าใจง่าย แต่ไม่ทิ้งรายละเอียดสำคัญ เพื่อให้เรามองเห็นว่า เป้าหมาย 30% ภายในปี 2030 นั้น ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นแผนงานที่กำลังถูกวาดขึ้นอย่างจริงจังในวันนี้

จุดเริ่มต้นของความฝัน: Thailand 30@30 คืออะไร 

Thailand 30@30 คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าให้การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเปลียนเป็น รถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 หรือ EV (Electric Vehicle) ไม่ใช่แค่รถไฮบริด แต่เป็น BEV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็นเลข 30% และทำไมต้องปี 2030 คำตอบคงมาจากแรงกดดันในระดับโลก ทั้งเรื่องโลกร้อน มาตรการ ภาษีคาร์บอนจากยุโรป และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังหมุนเข้าสู่ยุคไฟฟ้า แบบเต็มตัว ประเทศที่เคลื่อนไหวช้าจะเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะไทยที่ถูกขนาน นามว่า เป็น Detroit of Asia หากโลกเปลี่ยนไปใช้ EV แต่เรายังผลิตเครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก อาจจะกระทบกับ Supply chain ในประเทศได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาป เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนชนิดของรถ แต่คือ การปรับโครงสร้างเทคโนโลยี การลงทุนในแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานการเตรียมสถานีชาร์จ และการพัฒนาทักษะ แรงงานอย่างจริงจังในประเทศ พูดให้ถูกคือ แทบจะเป็นการออกแบบอนาคตของอุตสาหกรรม ไทยใหม่กันเลยทั้งระบบ 

หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน: จากเครื่องยนต์สันดาปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า

ถ้ามีใครเคยเรียนวิชาพื้นฐานวิศวกรรม หรือ ฟิสิกส์มาบ้าง เราจะรู้ว่า เครื่องยนต์สันดาป ภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ทำงานจากการเผาไหม้น้ำมันมาสร้างพลังงานกล กระบวนการนี้มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมาก เช่น ลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง วาล์ว และมีระบบเกียร์ ซับซ้อน แต่รถ EV เรียบง่ายกว่านั้นเยอะมาก แหล่งพลังงานหลักของมัน คือ แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่จะคอยเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ และเมื่อคนขับเหยียบคันเร่ง อินเวอร์เตอร์จะเปลี่ยนไฟฟ้า กระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อจ่ายให้มอเตอร์ไฟฟ้า มอเตอร์ ก็หมุนล้อทันที ไม่ต้องมีการเผาไหม้ แถมไม่มีไอเสีย 

เรื่องที่น่าหนักใจ คือ ประเทศไทยมีฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่ เรามีโรงงานจำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อผลิตเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบไอเสีย การเปลี่ยนสาย การผลิตไปสู่ EV เลยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่ใช่แค่เปลี่ยนสินค้า แต่คือการ เปลี่ยนทั้ง โรงงาน ตั้งแต่เครื่องจักร ระบบซัพพลายเออร์ ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจของพนักงาน

แบตเตอรี่: หัวใจที่ต้องสร้างให้แข็งแรง

ถ้าเครื่องยนต์คือ หัวใจของรถน้ำมัน แบตเตอรี่ก็คือ หัวใจของ EV ซึ่งตอนนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคิดเป็นต้นทุนประมาณ 30–40% ของราคารถทั้งคัน ทำให้มันเป็น เหมือนเกมที่ถ้าใครคุมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ได้ คนนั้นคุมเกม Road Map ไทยจึงต้องเริ่มจาก การสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแพ็กแบตเตอรี่ (Battery pack assembly) ไปจนถึงการผลิตเซลล์ (Cell manufacturing) และในระยะยาวก็อาจจะมีการรวม จัดการรีไซเคิลแบตเตอรี่เพื่อดึงลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์กลับมาใช้ใหม่อีกด้วย

ในทางเทคนิค แบตเตอรี่ EV หนึ่งชุดประกอบไปด้วยเซลล์หลายร้อยเซลล์ที่เรียงกัน เป็นโมดูล จากนั้นรวมกันเป็นแพ็กขนาดใหญ่ โดยที่ข้างในจะมีระบบคอยจัดการแบตเตอรี่ BMS (Battery Management System) คอยควบคุมอุณหภูมิ แรงดัน และกระแสไฟฟ้า คอยดูแล ไม่ให้ความร้อนสูงเกินไป เพื่อให้แบตนี้สามารถใช้ได้นาน ถ้าไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี BMS และสายการผลิตแบตเตอรี่ได้เอง ต้นทุนการนำของเข้าประเทศจะถูกลง แถมยังสร้างงานใหม่ ที่ใช้ทักษะสูงให้กับคนในประเทศด้วย เช่น วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเคมี และนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์

สถานีชาร์จ: โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องวิ่งนำหน้า

ปัญหาเรื่อง การหาที่ชาร์จรถไม่ได้เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้ใครหลายคน ลังเลระหว่างการซื้อรถน้ำมันกับรถไฟฟ้า เพราะต่อให้ผลิตรถได้ 30% แต่ถ้าโครงสร้าง พื้นฐานไม่พร้อม ความต้องการในประเทศก็จะไม่เกิด ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจกันก่อนว่า สถานีชาร์จมีหลายระดับ ตั้งแต่ AC Charging ที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการชาร์จ ไปจนถึง DC Fast Charging ที่ชาร์จได้ 80% ภายในประมาณ 30 นาที แต่การจะติดตั้งสถานีชาร์จเร็วก็ต้อง ใช้กำลังไฟสูงมากเหมือนกัน บางที่ถึงกับต้องมีการปรับปรุงหม้อแปลงและสายส่งใหม่กันวุ่นวาย

เพราะอย่างนั้น Road map นี้ เลยจำเป็นต้องเชื่อมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศ  เพราะการใช้ EV เพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มความต้องการในการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเหมือนกัน ถ้าจัดการกันไม่ดี ไม่วางแผนให้รอบคอบมากพอ อาจจะทำให้เกิดปัญหาโหลดพีคในช่วงกลางคืน ที่หลายบ้านใช้ไฟชาร์จพร้อมกันได้ ซึ่งทางออกหนึ่งคือ ระบบ Smart Charging และ Vehicle-to-Grid หรือ V2G ที่รถ EV ไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้ไฟ แต่เป็นแหล่งจ่ายไฟกลับสู่ระบบ ในช่วงที่ความต้องการสูงซะเอง  แต่เทคโนโลยีพวกนี้ก็ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ การสื่อสาร และมาตรฐานที่สอดคล้องกันทั่วประเทศ

การเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การผลิต EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถน้ำมันประมาณ 30–40% ซึ่งหมายความว่า โรงงานผลิตชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น ผลิตท่อไอเสีย หรือ ระบบหัวฉีด ก็อาจจะได้รับผล กระทบโดยตรง ดังนั้น 30@30 จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการ Reskill และ Upskill แรงงานจำนวนมากด้วย ช่างเครื่องยนต์ต้องเรียนรู้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ช่างซ่อมรถ ต้องเข้าใจการวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ผ่านคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่ไขน็อตด้วยประแจเหมือนที่เคยเป็นมา

ในระยะยาว อุตสาหกรรมรถยนต์จะใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โรงงานอาจจะต้องติดตั้งสายการผลิตที่สะอาดขึ้น ควบคุมฝุ่นอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะใน ส่วนของแบตเตอรี่ เพราะแค่สิ่งปนเปื้อนนิดเดียวก็อาจจะส่งผลกระทบมาก และถ้าประเทศไทย วางแผนได้ดี การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่ใช่การสูญเสียงาน แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพแรงงานของ เราให้ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

บทบาทของนโยบายรัฐ: แรงจูงใจที่ทำให้เครื่องจักรเดิน

ในช่วงเริ่มต้น รถ EV มักจะมีราคาขายที่สูงกว่ารถน้ำมัน เพราะอย่างนั้นรัฐต้องหา มาตรการจูงใจมาปรับใช้ เช่น การลดภาษีนำเข้า หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นทั้งฝั่ง ผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งมาตรการพวกนี้ช่วยให้เกิด Economies of Scale หรือ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อยอดผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจะลดลง จนในที่สุด รถ EV ก็จะสามารถสามารถ แข่งขันได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐต่อไป นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานด้านความ ปลอดภัย ระบบแรงดันไฟฟ้า และมาตรฐานหัวชาร์จที่เป็นสากล จะทำให้ผู้ผลิตลงทุนได้อย่างมั่น ใจมากขึ้นด้วย ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าเทคโนโลยีที่เลือกวันนี้จะล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บทสรุป

หลายคนอาจคิดว่าตัวเลข 30% คือ เป้าหมายสูงสุด แต่ความจริงแล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น หากไทยสามารถทำได้สำเร็จ ภายในปี พ.ศ. 2573 เราก็จะมีฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง มีวิศวกรและแรงงานที่เชี่ยวชาญ มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และตลาดในประเทศที่เติบโต จากนั้นคำถามจะเปลี่ยนจาก เราจะทำได้ไหม เป็น เราไปได้ไกลแค่ไหน 

บางประเทศตั้งเป้าเลิกขายรถน้ำมันทั้งหมดในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า และถ้าประเทศ ไทยปรับตัวทัน เราอาจจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออก EV ในภูมิภาคอาเซียนก็ได้ Thailand 30@30 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่มันคือ แผนที่นำทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม ทุกโรงงาน ทุกสายการผลิต ทุกสถานีชาร์จ คือ ชิ้นส่วนของภาพ ใหญ่ที่กำลังถูกต่อขึ้นทีละชิ้น 

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

Thailand  30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30%  เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

Thailand 30@30: พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปลี่ยน การผลิตยานยนต์ในประเทศ 30% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030

มาร่วมค้นพบว่า Thailand 30@30 มอบพิมพ์เขียวทางด้านเทคนิคเพื่อเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ให้ใช้พลังงานไฟฟ้า 30% ภายในปี 2030 ได้อย่างไร

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

Thailand 30@30 คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนการผลิตรถยนต์ในไทยภายในปี 2030 ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างน้อย 30%   เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน การชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในยุคยานยนต์ไฟฟ้าโลก

บทนำ 

ลองนึกภาพประเทศไทยในปี พ.ศ. 2573 กันดูเล่น ๆ ภาพถนนที่เคยเต็มไปด้วยควันดำ จากรถยนต์ และเสียงดังกระหึ่มของเครื่องยนต์แข่งกับเสียงแตรรถ กำลังจะถูกแทนที่ด้วยรถที่วิ่งกัน เงียบ ๆ  ไม่มีควันดำ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์คำราม มีแต่เสียงล้อที่วิ่งไปบนพื้นถนนเบาๆ นั่นแหละคือ ภาพฝัน หรือ เป้าหมายของนโยบายที่ชื่อว่า Thailand 30@30 ที่ตั้งใจจะทำให้การผลิตรถยนต์ใน ประเทศอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เป้าหมายนี้ไม่ได้เป็นแค่ นโยบายสิ่งแวดล้อม แต่คือ ยุทธศาสตร์เชิงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงงานหลายร้อยแห่ง แรงงานหลายแสนคน และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ

บทความนี้จะพาเราไปดูใจความสำคัญของ Thailand 30@30 ตั้งแต่หัวใจของรถไฟฟ้า อย่างแบตเตอรี่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและการปรับตัวของภาคการผลิต แบบเห็นภาพชัด เข้าใจง่าย แต่ไม่ทิ้งรายละเอียดสำคัญ เพื่อให้เรามองเห็นว่า เป้าหมาย 30% ภายในปี 2030 นั้น ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นแผนงานที่กำลังถูกวาดขึ้นอย่างจริงจังในวันนี้

จุดเริ่มต้นของความฝัน: Thailand 30@30 คืออะไร 

Thailand 30@30 คือ วิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าให้การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเปลียนเป็น รถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 หรือ EV (Electric Vehicle) ไม่ใช่แค่รถไฮบริด แต่เป็น BEV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็นเลข 30% และทำไมต้องปี 2030 คำตอบคงมาจากแรงกดดันในระดับโลก ทั้งเรื่องโลกร้อน มาตรการ ภาษีคาร์บอนจากยุโรป และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังหมุนเข้าสู่ยุคไฟฟ้า แบบเต็มตัว ประเทศที่เคลื่อนไหวช้าจะเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะไทยที่ถูกขนาน นามว่า เป็น Detroit of Asia หากโลกเปลี่ยนไปใช้ EV แต่เรายังผลิตเครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก อาจจะกระทบกับ Supply chain ในประเทศได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาป เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนชนิดของรถ แต่คือ การปรับโครงสร้างเทคโนโลยี การลงทุนในแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานการเตรียมสถานีชาร์จ และการพัฒนาทักษะ แรงงานอย่างจริงจังในประเทศ พูดให้ถูกคือ แทบจะเป็นการออกแบบอนาคตของอุตสาหกรรม ไทยใหม่กันเลยทั้งระบบ 

หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน: จากเครื่องยนต์สันดาปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า

ถ้ามีใครเคยเรียนวิชาพื้นฐานวิศวกรรม หรือ ฟิสิกส์มาบ้าง เราจะรู้ว่า เครื่องยนต์สันดาป ภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ทำงานจากการเผาไหม้น้ำมันมาสร้างพลังงานกล กระบวนการนี้มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมาก เช่น ลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง วาล์ว และมีระบบเกียร์ ซับซ้อน แต่รถ EV เรียบง่ายกว่านั้นเยอะมาก แหล่งพลังงานหลักของมัน คือ แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่จะคอยเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ และเมื่อคนขับเหยียบคันเร่ง อินเวอร์เตอร์จะเปลี่ยนไฟฟ้า กระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อจ่ายให้มอเตอร์ไฟฟ้า มอเตอร์ ก็หมุนล้อทันที ไม่ต้องมีการเผาไหม้ แถมไม่มีไอเสีย 

เรื่องที่น่าหนักใจ คือ ประเทศไทยมีฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่ เรามีโรงงานจำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อผลิตเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบไอเสีย การเปลี่ยนสาย การผลิตไปสู่ EV เลยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่ใช่แค่เปลี่ยนสินค้า แต่คือการ เปลี่ยนทั้ง โรงงาน ตั้งแต่เครื่องจักร ระบบซัพพลายเออร์ ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจของพนักงาน

แบตเตอรี่: หัวใจที่ต้องสร้างให้แข็งแรง

ถ้าเครื่องยนต์คือ หัวใจของรถน้ำมัน แบตเตอรี่ก็คือ หัวใจของ EV ซึ่งตอนนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคิดเป็นต้นทุนประมาณ 30–40% ของราคารถทั้งคัน ทำให้มันเป็น เหมือนเกมที่ถ้าใครคุมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ได้ คนนั้นคุมเกม Road Map ไทยจึงต้องเริ่มจาก การสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแพ็กแบตเตอรี่ (Battery pack assembly) ไปจนถึงการผลิตเซลล์ (Cell manufacturing) และในระยะยาวก็อาจจะมีการรวม จัดการรีไซเคิลแบตเตอรี่เพื่อดึงลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์กลับมาใช้ใหม่อีกด้วย

ในทางเทคนิค แบตเตอรี่ EV หนึ่งชุดประกอบไปด้วยเซลล์หลายร้อยเซลล์ที่เรียงกัน เป็นโมดูล จากนั้นรวมกันเป็นแพ็กขนาดใหญ่ โดยที่ข้างในจะมีระบบคอยจัดการแบตเตอรี่ BMS (Battery Management System) คอยควบคุมอุณหภูมิ แรงดัน และกระแสไฟฟ้า คอยดูแล ไม่ให้ความร้อนสูงเกินไป เพื่อให้แบตนี้สามารถใช้ได้นาน ถ้าไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี BMS และสายการผลิตแบตเตอรี่ได้เอง ต้นทุนการนำของเข้าประเทศจะถูกลง แถมยังสร้างงานใหม่ ที่ใช้ทักษะสูงให้กับคนในประเทศด้วย เช่น วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเคมี และนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์

สถานีชาร์จ: โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องวิ่งนำหน้า

ปัญหาเรื่อง การหาที่ชาร์จรถไม่ได้เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้ใครหลายคน ลังเลระหว่างการซื้อรถน้ำมันกับรถไฟฟ้า เพราะต่อให้ผลิตรถได้ 30% แต่ถ้าโครงสร้าง พื้นฐานไม่พร้อม ความต้องการในประเทศก็จะไม่เกิด ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจกันก่อนว่า สถานีชาร์จมีหลายระดับ ตั้งแต่ AC Charging ที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการชาร์จ ไปจนถึง DC Fast Charging ที่ชาร์จได้ 80% ภายในประมาณ 30 นาที แต่การจะติดตั้งสถานีชาร์จเร็วก็ต้อง ใช้กำลังไฟสูงมากเหมือนกัน บางที่ถึงกับต้องมีการปรับปรุงหม้อแปลงและสายส่งใหม่กันวุ่นวาย

เพราะอย่างนั้น Road map นี้ เลยจำเป็นต้องเชื่อมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศ  เพราะการใช้ EV เพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มความต้องการในการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเหมือนกัน ถ้าจัดการกันไม่ดี ไม่วางแผนให้รอบคอบมากพอ อาจจะทำให้เกิดปัญหาโหลดพีคในช่วงกลางคืน ที่หลายบ้านใช้ไฟชาร์จพร้อมกันได้ ซึ่งทางออกหนึ่งคือ ระบบ Smart Charging และ Vehicle-to-Grid หรือ V2G ที่รถ EV ไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้ไฟ แต่เป็นแหล่งจ่ายไฟกลับสู่ระบบ ในช่วงที่ความต้องการสูงซะเอง  แต่เทคโนโลยีพวกนี้ก็ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ การสื่อสาร และมาตรฐานที่สอดคล้องกันทั่วประเทศ

การเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การผลิต EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถน้ำมันประมาณ 30–40% ซึ่งหมายความว่า โรงงานผลิตชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น ผลิตท่อไอเสีย หรือ ระบบหัวฉีด ก็อาจจะได้รับผล กระทบโดยตรง ดังนั้น 30@30 จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการ Reskill และ Upskill แรงงานจำนวนมากด้วย ช่างเครื่องยนต์ต้องเรียนรู้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ช่างซ่อมรถ ต้องเข้าใจการวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ผ่านคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่ไขน็อตด้วยประแจเหมือนที่เคยเป็นมา

ในระยะยาว อุตสาหกรรมรถยนต์จะใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โรงงานอาจจะต้องติดตั้งสายการผลิตที่สะอาดขึ้น ควบคุมฝุ่นอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะใน ส่วนของแบตเตอรี่ เพราะแค่สิ่งปนเปื้อนนิดเดียวก็อาจจะส่งผลกระทบมาก และถ้าประเทศไทย วางแผนได้ดี การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่ใช่การสูญเสียงาน แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพแรงงานของ เราให้ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

บทบาทของนโยบายรัฐ: แรงจูงใจที่ทำให้เครื่องจักรเดิน

ในช่วงเริ่มต้น รถ EV มักจะมีราคาขายที่สูงกว่ารถน้ำมัน เพราะอย่างนั้นรัฐต้องหา มาตรการจูงใจมาปรับใช้ เช่น การลดภาษีนำเข้า หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นทั้งฝั่ง ผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งมาตรการพวกนี้ช่วยให้เกิด Economies of Scale หรือ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อยอดผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจะลดลง จนในที่สุด รถ EV ก็จะสามารถสามารถ แข่งขันได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐต่อไป นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานด้านความ ปลอดภัย ระบบแรงดันไฟฟ้า และมาตรฐานหัวชาร์จที่เป็นสากล จะทำให้ผู้ผลิตลงทุนได้อย่างมั่น ใจมากขึ้นด้วย ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าเทคโนโลยีที่เลือกวันนี้จะล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บทสรุป

หลายคนอาจคิดว่าตัวเลข 30% คือ เป้าหมายสูงสุด แต่ความจริงแล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น หากไทยสามารถทำได้สำเร็จ ภายในปี พ.ศ. 2573 เราก็จะมีฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง มีวิศวกรและแรงงานที่เชี่ยวชาญ มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และตลาดในประเทศที่เติบโต จากนั้นคำถามจะเปลี่ยนจาก เราจะทำได้ไหม เป็น เราไปได้ไกลแค่ไหน 

บางประเทศตั้งเป้าเลิกขายรถน้ำมันทั้งหมดในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า และถ้าประเทศ ไทยปรับตัวทัน เราอาจจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออก EV ในภูมิภาคอาเซียนก็ได้ Thailand 30@30 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่มันคือ แผนที่นำทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม ทุกโรงงาน ทุกสายการผลิต ทุกสถานีชาร์จ คือ ชิ้นส่วนของภาพ ใหญ่ที่กำลังถูกต่อขึ้นทีละชิ้น