ส่องอนาคต "Thirsty Silicon" เมื่อไทยวางหมากรบชิงเค้กเซมิคอนดักเตอร์โลก
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแย่งกันควบคุมการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ประเทศไทยก็วางหมากได้อย่างแม่นยำจนกำลังกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะผลิตชิปชนิดนี้ได้เอง
ชิปที่ว่าคือ Silicon Carbide หรือ SiC ซึ่งเป็นชิ้นส่วนควบคุมกระแสไฟฟ้าในรถยนต์ไฟฟ้า ระบบโซลาร์เซลล์ และศูนย์ข้อมูล ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือทนความร้อนและแรงดันไฟสูงได้ดีกว่าชิปทั่วไป ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลง
การแข่งขันการผลิต SiC ในอาเซียนเป็นไปอย่างดุเดือด มาเลเซียเดินหน้าด้วย National Semiconductor Strategy ปี 2567 พร้อมงบสนับสนุน 5.9 พันล้านดอลลาร์ และมีโรงงาน SiC ของ Infineon ที่เมือง Kulim มูลค่าถึง 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สิงคโปร์เน้นการวิจัยและออกแบบชิปขั้นสูง มีโครงการใหม่รวมกันกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเวียดนามก็มี National Semiconductor Strategy 2024–2050 ตั้งเป้า 100 บริษัทออกแบบชิปและโรงงานผลิตเวเฟอร์ 1 แห่งภายในปี 2573 แต่ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ไทยมีข้อได้เปรียบอยู่ 3 อย่างดังนี้
การที่จะบอกว่ากำลัง “ชนะ” ต้องมีหลักฐานและสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเงินลงทุนที่เกิดขึ้นรวมกันทะลุ 8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 3 โครงการหลักได้แก่
นโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยเฉพาะทำให้ตลาดนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้ประกาศแผน “Made-in-Thailand Chips” ขึ้นมาในระยะ 25 ปีตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่ชิปทั้ง 5 ประเภทได้แก่ ชิปพลังงาน ชิปเซ็นเซอร์ ชิปแสง ชิปอนาล็อก และชิปแยกประเภท
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาก็คงจะเป็นเรื่องการยกเว้นภาษีโรงงานผลิตแผ่นชิปที่มีระยะเวลานานถึง 13 ปีและในส่วนของโรงงานที่ออกแบบชิปนานถึง 8 ปี ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบอีกด้วยยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลวางแผนที่จะขยายตลาดและเพิ่มยอดการลงทุนให้ถึง 5 แสนล้านบาทภายในปี 2029 และได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าภายในปี 2050 จะมียอดลงทุนถึึง 2.5 ล้านล้านบาท
ถึงจะบอกว่าชนะแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบ เพราะยังมีความท้าทายต่างๆที่รออยู่อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านซึ่งมันได้ถูกบรรจุอยู่ใน Roadmap 2050 ที่รัฐบาลของไทยสร้างขึ้นมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้และการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตก็นำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก
ไทยไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะเพราะมีสามสิ่งที่ถูกที่ถูกเวลาพร้อมกัน ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิปที่แข็งแกร่ง นโยบายรัฐที่ชัดเจนและจูงใจนักลงทุน รวมไปถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปิดพื้นที่ให้ประเทศที่เป็นกลางอย่างไทยก้าวขึ้นมา เมื่อโรงงาน FT1 เริ่มผลิตในปี 2570 ไทยจะเป็น ชาติแรกในอาเซียนที่ผลิตแผ่นชิป SiC ได้เอง และนั่นคือนิยามของการชนะการแข่งขันครั้งนี้