ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ส่องอนาคต "Thirsty Silicon" เมื่อไทยวางหมากรบชิงเค้กเซมิคอนดักเตอร์โลก

ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแย่งกันควบคุมการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ประเทศไทยก็วางหมากได้อย่างแม่นยำจนกำลังกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะผลิตชิปชนิดนี้ได้เอง

ชิปที่ว่าคือ Silicon Carbide หรือ SiC ซึ่งเป็นชิ้นส่วนควบคุมกระแสไฟฟ้าในรถยนต์ไฟฟ้า ระบบโซลาร์เซลล์ และศูนย์ข้อมูล ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือทนความร้อนและแรงดันไฟสูงได้ดีกว่าชิปทั่วไป ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลง

ข้อได้เปรียบที่ทำให้ไทยแซงหน้าคู่แข่งในอาเซียน 

การแข่งขันการผลิต SiC ในอาเซียนเป็นไปอย่างดุเดือด มาเลเซียเดินหน้าด้วย National Semiconductor Strategy ปี 2567 พร้อมงบสนับสนุน 5.9 พันล้านดอลลาร์ และมีโรงงาน SiC ของ Infineon ที่เมือง Kulim มูลค่าถึง 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สิงคโปร์เน้นการวิจัยและออกแบบชิปขั้นสูง มีโครงการใหม่รวมกันกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเวียดนามก็มี National Semiconductor Strategy 2024–2050 ตั้งเป้า 100 บริษัทออกแบบชิปและโรงงานผลิตเวเฟอร์ 1 แห่งภายในปี 2573 แต่ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ไทยมีข้อได้เปรียบอยู่ 3 อย่างดังนี้

  1. ประเทศไทยมีฐานการผลิตรถยนต์อยู่แล้วรวมไปถึงรถไฟฟ้าด้วยไม่ว่าจะเป็น Toyota, Honda, BYD, และ Hundai ซึ่งนั่นหมายถึง SiC ก็ถูกติดตั้งในระบบรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องส่งออกไปข้างนอกเพราะมีความต้องการมากอยู่แล้วในประเทศ
  2. ประเทศไทยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการทดสอบและประกอบชิปมามากกว่า 50 ปีแล้วและคิดเป็น 2% ของกำลังการผลิตทั่วโลกเพราะมีบริษัทชั้นนำอย่าง Infineon, NXP, Sony, Toshiba และ ROHM ตั้งอยู่แล้ว
  3. ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางในสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน เมื่อปี 2018 สหรัฐฯออกกฎว่าห้ามขายเทคโนโลยีชิปขั้นสูงให้จีนทำให้บริษัทหลายเจ้าจึงหันมาสนใจประเทศไทย ทำให้สหรัฐฯนำชิปเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 24% ต่อปีในช่วงปี 2020-2024

หลักฐานที่พิสูจน์ว่าไทยกำลังชนะ 

การที่จะบอกว่ากำลัง “ชนะ” ต้องมีหลักฐานและสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเงินลงทุนที่เกิดขึ้นรวมกันทะลุ 8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 3 โครงการหลักได้แก่

  1. FT1 Corporation ที่เป็นโรงงานการผลิต SiC แห่งแรกในไทยที่ Hana Microelectrics และ PPT Group เป็นผู้ลงทุน โดยโรงงานแห่งนี้ใช้เทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้
  2. Infineon Technologies เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากเยอรมันและลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนควบคุมไฟฟ้าภายในรถยนต์และพลังงานสะอาด
  3. Foxsemicon เป็นบริษัทในเครือ Foxemicon Integrated Technology จากใต้หวันได้ลงทุนสร้างโรงงาน 2 แห่งใน EEC เพื่อใช้ในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรผลิตแผ่นชิป

รัฐบาลไทยทำให้การแข่งขันนี้เป็นไปได้อย่างไร? 

นโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยเฉพาะทำให้ตลาดนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้ประกาศแผน “Made-in-Thailand Chips” ขึ้นมาในระยะ 25 ปีตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่ชิปทั้ง 5 ประเภทได้แก่ ชิปพลังงาน ชิปเซ็นเซอร์ ชิปแสง ชิปอนาล็อก และชิปแยกประเภท

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาก็คงจะเป็นเรื่องการยกเว้นภาษีโรงงานผลิตแผ่นชิปที่มีระยะเวลานานถึง 13 ปีและในส่วนของโรงงานที่ออกแบบชิปนานถึง 8 ปี ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบอีกด้วยยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลวางแผนที่จะขยายตลาดและเพิ่มยอดการลงทุนให้ถึง 5 แสนล้านบาทภายในปี 2029 และได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าภายในปี 2050 จะมียอดลงทุนถึึง 2.5 ล้านล้านบาท

การแข่งขันยังไม่จบและความท้าทายที่รออยู่ 

ถึงจะบอกว่าชนะแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบ เพราะยังมีความท้าทายต่างๆที่รออยู่อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านซึ่งมันได้ถูกบรรจุอยู่ใน Roadmap 2050 ที่รัฐบาลของไทยสร้างขึ้นมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้และการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตก็นำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ไทยชนะเพราะวางหมากถูกจังหวะ 

ไทยไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะเพราะมีสามสิ่งที่ถูกที่ถูกเวลาพร้อมกัน ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิปที่แข็งแกร่ง นโยบายรัฐที่ชัดเจนและจูงใจนักลงทุน รวมไปถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปิดพื้นที่ให้ประเทศที่เป็นกลางอย่างไทยก้าวขึ้นมา เมื่อโรงงาน FT1 เริ่มผลิตในปี 2570 ไทยจะเป็น ชาติแรกในอาเซียนที่ผลิตแผ่นชิป SiC ได้เอง และนั่นคือนิยามของการชนะการแข่งขันครั้งนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ส่องอนาคต "Thirsty Silicon" เมื่อไทยวางหมากรบชิงเค้กเซมิคอนดักเตอร์โลก

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ส่องอนาคต "Thirsty Silicon" เมื่อไทยวางหมากรบชิงเค้กเซมิคอนดักเตอร์โลก

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแย่งกันควบคุมการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ประเทศไทยก็วางหมากได้อย่างแม่นยำจนกำลังกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะผลิตชิปชนิดนี้ได้เอง

ชิปที่ว่าคือ Silicon Carbide หรือ SiC ซึ่งเป็นชิ้นส่วนควบคุมกระแสไฟฟ้าในรถยนต์ไฟฟ้า ระบบโซลาร์เซลล์ และศูนย์ข้อมูล ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือทนความร้อนและแรงดันไฟสูงได้ดีกว่าชิปทั่วไป ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลง

ข้อได้เปรียบที่ทำให้ไทยแซงหน้าคู่แข่งในอาเซียน 

การแข่งขันการผลิต SiC ในอาเซียนเป็นไปอย่างดุเดือด มาเลเซียเดินหน้าด้วย National Semiconductor Strategy ปี 2567 พร้อมงบสนับสนุน 5.9 พันล้านดอลลาร์ และมีโรงงาน SiC ของ Infineon ที่เมือง Kulim มูลค่าถึง 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สิงคโปร์เน้นการวิจัยและออกแบบชิปขั้นสูง มีโครงการใหม่รวมกันกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเวียดนามก็มี National Semiconductor Strategy 2024–2050 ตั้งเป้า 100 บริษัทออกแบบชิปและโรงงานผลิตเวเฟอร์ 1 แห่งภายในปี 2573 แต่ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ไทยมีข้อได้เปรียบอยู่ 3 อย่างดังนี้

  1. ประเทศไทยมีฐานการผลิตรถยนต์อยู่แล้วรวมไปถึงรถไฟฟ้าด้วยไม่ว่าจะเป็น Toyota, Honda, BYD, และ Hundai ซึ่งนั่นหมายถึง SiC ก็ถูกติดตั้งในระบบรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องส่งออกไปข้างนอกเพราะมีความต้องการมากอยู่แล้วในประเทศ
  2. ประเทศไทยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการทดสอบและประกอบชิปมามากกว่า 50 ปีแล้วและคิดเป็น 2% ของกำลังการผลิตทั่วโลกเพราะมีบริษัทชั้นนำอย่าง Infineon, NXP, Sony, Toshiba และ ROHM ตั้งอยู่แล้ว
  3. ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางในสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน เมื่อปี 2018 สหรัฐฯออกกฎว่าห้ามขายเทคโนโลยีชิปขั้นสูงให้จีนทำให้บริษัทหลายเจ้าจึงหันมาสนใจประเทศไทย ทำให้สหรัฐฯนำชิปเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 24% ต่อปีในช่วงปี 2020-2024

หลักฐานที่พิสูจน์ว่าไทยกำลังชนะ 

การที่จะบอกว่ากำลัง “ชนะ” ต้องมีหลักฐานและสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเงินลงทุนที่เกิดขึ้นรวมกันทะลุ 8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 3 โครงการหลักได้แก่

  1. FT1 Corporation ที่เป็นโรงงานการผลิต SiC แห่งแรกในไทยที่ Hana Microelectrics และ PPT Group เป็นผู้ลงทุน โดยโรงงานแห่งนี้ใช้เทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้
  2. Infineon Technologies เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากเยอรมันและลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนควบคุมไฟฟ้าภายในรถยนต์และพลังงานสะอาด
  3. Foxsemicon เป็นบริษัทในเครือ Foxemicon Integrated Technology จากใต้หวันได้ลงทุนสร้างโรงงาน 2 แห่งใน EEC เพื่อใช้ในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรผลิตแผ่นชิป

รัฐบาลไทยทำให้การแข่งขันนี้เป็นไปได้อย่างไร? 

นโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยเฉพาะทำให้ตลาดนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้ประกาศแผน “Made-in-Thailand Chips” ขึ้นมาในระยะ 25 ปีตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่ชิปทั้ง 5 ประเภทได้แก่ ชิปพลังงาน ชิปเซ็นเซอร์ ชิปแสง ชิปอนาล็อก และชิปแยกประเภท

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาก็คงจะเป็นเรื่องการยกเว้นภาษีโรงงานผลิตแผ่นชิปที่มีระยะเวลานานถึง 13 ปีและในส่วนของโรงงานที่ออกแบบชิปนานถึง 8 ปี ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบอีกด้วยยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลวางแผนที่จะขยายตลาดและเพิ่มยอดการลงทุนให้ถึง 5 แสนล้านบาทภายในปี 2029 และได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าภายในปี 2050 จะมียอดลงทุนถึึง 2.5 ล้านล้านบาท

การแข่งขันยังไม่จบและความท้าทายที่รออยู่ 

ถึงจะบอกว่าชนะแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบ เพราะยังมีความท้าทายต่างๆที่รออยู่อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านซึ่งมันได้ถูกบรรจุอยู่ใน Roadmap 2050 ที่รัฐบาลของไทยสร้างขึ้นมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้และการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตก็นำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ไทยชนะเพราะวางหมากถูกจังหวะ 

ไทยไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะเพราะมีสามสิ่งที่ถูกที่ถูกเวลาพร้อมกัน ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิปที่แข็งแกร่ง นโยบายรัฐที่ชัดเจนและจูงใจนักลงทุน รวมไปถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปิดพื้นที่ให้ประเทศที่เป็นกลางอย่างไทยก้าวขึ้นมา เมื่อโรงงาน FT1 เริ่มผลิตในปี 2570 ไทยจะเป็น ชาติแรกในอาเซียนที่ผลิตแผ่นชิป SiC ได้เอง และนั่นคือนิยามของการชนะการแข่งขันครั้งนี้

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ไทยชนะการแข่งขันผลิตชิป SiC ได้อย่างไร?

ส่องอนาคต "Thirsty Silicon" เมื่อไทยวางหมากรบชิงเค้กเซมิคอนดักเตอร์โลก

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแย่งกันควบคุมการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ประเทศไทยก็วางหมากได้อย่างแม่นยำจนกำลังกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะผลิตชิปชนิดนี้ได้เอง

ชิปที่ว่าคือ Silicon Carbide หรือ SiC ซึ่งเป็นชิ้นส่วนควบคุมกระแสไฟฟ้าในรถยนต์ไฟฟ้า ระบบโซลาร์เซลล์ และศูนย์ข้อมูล ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือทนความร้อนและแรงดันไฟสูงได้ดีกว่าชิปทั่วไป ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลง

ข้อได้เปรียบที่ทำให้ไทยแซงหน้าคู่แข่งในอาเซียน 

การแข่งขันการผลิต SiC ในอาเซียนเป็นไปอย่างดุเดือด มาเลเซียเดินหน้าด้วย National Semiconductor Strategy ปี 2567 พร้อมงบสนับสนุน 5.9 พันล้านดอลลาร์ และมีโรงงาน SiC ของ Infineon ที่เมือง Kulim มูลค่าถึง 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สิงคโปร์เน้นการวิจัยและออกแบบชิปขั้นสูง มีโครงการใหม่รวมกันกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเวียดนามก็มี National Semiconductor Strategy 2024–2050 ตั้งเป้า 100 บริษัทออกแบบชิปและโรงงานผลิตเวเฟอร์ 1 แห่งภายในปี 2573 แต่ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งเหล่านี้ ไทยมีข้อได้เปรียบอยู่ 3 อย่างดังนี้

  1. ประเทศไทยมีฐานการผลิตรถยนต์อยู่แล้วรวมไปถึงรถไฟฟ้าด้วยไม่ว่าจะเป็น Toyota, Honda, BYD, และ Hundai ซึ่งนั่นหมายถึง SiC ก็ถูกติดตั้งในระบบรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องส่งออกไปข้างนอกเพราะมีความต้องการมากอยู่แล้วในประเทศ
  2. ประเทศไทยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการทดสอบและประกอบชิปมามากกว่า 50 ปีแล้วและคิดเป็น 2% ของกำลังการผลิตทั่วโลกเพราะมีบริษัทชั้นนำอย่าง Infineon, NXP, Sony, Toshiba และ ROHM ตั้งอยู่แล้ว
  3. ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางในสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน เมื่อปี 2018 สหรัฐฯออกกฎว่าห้ามขายเทคโนโลยีชิปขั้นสูงให้จีนทำให้บริษัทหลายเจ้าจึงหันมาสนใจประเทศไทย ทำให้สหรัฐฯนำชิปเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 24% ต่อปีในช่วงปี 2020-2024

หลักฐานที่พิสูจน์ว่าไทยกำลังชนะ 

การที่จะบอกว่ากำลัง “ชนะ” ต้องมีหลักฐานและสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเงินลงทุนที่เกิดขึ้นรวมกันทะลุ 8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 3 โครงการหลักได้แก่

  1. FT1 Corporation ที่เป็นโรงงานการผลิต SiC แห่งแรกในไทยที่ Hana Microelectrics และ PPT Group เป็นผู้ลงทุน โดยโรงงานแห่งนี้ใช้เทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้
  2. Infineon Technologies เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากเยอรมันและลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนควบคุมไฟฟ้าภายในรถยนต์และพลังงานสะอาด
  3. Foxsemicon เป็นบริษัทในเครือ Foxemicon Integrated Technology จากใต้หวันได้ลงทุนสร้างโรงงาน 2 แห่งใน EEC เพื่อใช้ในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรผลิตแผ่นชิป

รัฐบาลไทยทำให้การแข่งขันนี้เป็นไปได้อย่างไร? 

นโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยเฉพาะทำให้ตลาดนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้ประกาศแผน “Made-in-Thailand Chips” ขึ้นมาในระยะ 25 ปีตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่ชิปทั้ง 5 ประเภทได้แก่ ชิปพลังงาน ชิปเซ็นเซอร์ ชิปแสง ชิปอนาล็อก และชิปแยกประเภท

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาก็คงจะเป็นเรื่องการยกเว้นภาษีโรงงานผลิตแผ่นชิปที่มีระยะเวลานานถึง 13 ปีและในส่วนของโรงงานที่ออกแบบชิปนานถึง 8 ปี ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบอีกด้วยยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลวางแผนที่จะขยายตลาดและเพิ่มยอดการลงทุนให้ถึง 5 แสนล้านบาทภายในปี 2029 และได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าภายในปี 2050 จะมียอดลงทุนถึึง 2.5 ล้านล้านบาท

การแข่งขันยังไม่จบและความท้าทายที่รออยู่ 

ถึงจะบอกว่าชนะแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบ เพราะยังมีความท้าทายต่างๆที่รออยู่อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านซึ่งมันได้ถูกบรรจุอยู่ใน Roadmap 2050 ที่รัฐบาลของไทยสร้างขึ้นมา โดยจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้และการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตก็นำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ไทยชนะเพราะวางหมากถูกจังหวะ 

ไทยไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะเพราะมีสามสิ่งที่ถูกที่ถูกเวลาพร้อมกัน ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิปที่แข็งแกร่ง นโยบายรัฐที่ชัดเจนและจูงใจนักลงทุน รวมไปถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปิดพื้นที่ให้ประเทศที่เป็นกลางอย่างไทยก้าวขึ้นมา เมื่อโรงงาน FT1 เริ่มผลิตในปี 2570 ไทยจะเป็น ชาติแรกในอาเซียนที่ผลิตแผ่นชิป SiC ได้เอง และนั่นคือนิยามของการชนะการแข่งขันครั้งนี้

Related articles