ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

ค้นพบว่าทำไมน้ำบริสุทธิ์สูงจึงอาศัยหลักฟิสิกส์พื้นฐานในการขจัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กกว่าหนึ่งนาโนเมตรออกจากพื้นผิวซิลิคอน

ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

สมมติว่า คุณต้องการเช็ดกระจกบานหนึ่งโดยห้ามเหลือฝุ่นแม้แต่น้อย ไม่งั้นกระจกบานนั้นต้องทิ้ง มันอาจจะดูเวอร์เกินไปแต่สำหรับในโรงงานผลิตชิปคอมพิวเตอร์ แต่นี่คือ มาตรฐานปกติ แผ่นซิลิคอนที่จะกลายเป็นชิปในโทรศัพท์ของคุณมีเส้นวงจรเล็กกว่าเส้นผมหลายพันเท่า ถ้ามีฝุ่นตกลงไปคั่นกลางระหว่างเส้นวงจรสองเส้น ไฟฟ้าจะลัดวงจรและชิปตัวนั้นเสียทันที วิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาระบุตัวเลขไว้ชัดเจนว่า ฝุ่นขนาด 14 นาโนเมตรสามารถลัดวงจรเส้นโลหะสองเส้นในชิปเทคโนโลยี 14 นาโนเมตรได้ พูดง่ายๆ คือ ฝุ่นที่ใหญ่พอกับตัววงจรเอง ก็เหมือนก้อนหินตกลงบนรางรถไฟ เครื่องมือที่ใช้กำจัดมันคือ น้ำแต่ไม่ใช่น้ำแบบที่คุณดื่ม

น้ำที่สะอาดจนนำไฟฟ้าไม่ได้

น้ำในโรงงานชิปเรียกว่า Ultrapure Water หรือ UPW ในส่วนของน้ำดื่มจะมีแร่ธาตุ มีเกลือ มีจุลินทรีย์เล็กน้อย ซึ่งล้วนดีต่อร่างกาย แต่สำหรับชิปแล้วทุกอย่างที่ไม่ใช่โมเลกุลน้ำนับเป็นสิ่งสกปรกหมด UPW จึงถูกกรองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเหลือแต่น้ำล้วนๆ สะอาดจนถึงขั้นที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านได้ เพราะไฟฟ้าในน้ำอาศัยแร่ธาตุเป็นทางเดิน ไม่ได้เดินผ่านด้วยตัวของมันเอง

ความไม่นำไฟฟ้านี้กลายเป็นเครื่องวัดความสะอาดที่สะดวกที่สุด ยิ่งค่าสูงก็ยิ่งสะอาด งานวิจัยแอริโซนาบันทึกไว้ว่า โรงงานจะถือว่าล้างเสร็จเมื่อค่าความต้านทานของน้ำในถังไต่กลับขึ้นถึง 10 เมกะโอห์มเซนติเมตร ส่วนคำว่า "Sub-Nanometer" ในชื่อบทความนี้ ความจริงแล้วหมายถึง ขนาดรูของตัวกรอง ไม่ได้หมายถึง ขนาดฝุ่นที่ตรวจจับได้ ตัวกรองรุ่นใหม่มีรูเล็กกว่า 1 นาโนเมตร เล็กจนแทบกรองได้ทีละโมเลกุล

ยิ่งเล็ก ยิ่งล้างยาก

คนส่วนใหญ่คิดว่า ฝุ่นเม็ดเล็กน่าจะปัดออกง่ายกว่าเม็ดใหญ่ ความจริงกลับตรงกันข้าม ฝุ่นยิ่งเล็กยิ่งเกาะแน่น เพราะแรงที่ดูดมันติดกับพื้นผิวลดลงช้ากว่าแรงที่น้ำใช้ลากมันออกมาก พอฝุ่นเล็กลงครึ่งหนึ่ง แรงดูดแทบไม่ลด แต่แรงจากน้ำหายไปเกือบสามในสี่ ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้ยากขึ้นไปอีก g,เมื่อเวลาน้ำไหลผ่านผิวเรียบ จะมีชั้นน้ำที่บางมากเกาะติดอยู่กับผิวที่โดยแทบไม่ขยับเลย ซึ่งฝุ่นระดับนาโนนอนซุกอยู่ในชั้นนี้พอดี ขณะที่ข้างบนน้ำไหลเชี่ยว แต่ตรงที่ตัวมันอยู่กลับนิ่งสนิท

เมื่อน้ำ UPW เอาไม่อยู่

เพราะน้ำเฉยๆ ไม่มีแรงพอ วิศวกรจึงต้องหาวิธีเติมแรงเข้าไป ซึ่งมีอยู่หลายทาง

  1. ทางแรกคือ ให้สารเคมีช่วยแซะ สูตรคลาสสิกชื่อ APM ผสมแอมโมเนียกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในน้ำ มันไม่ได้ผลักฝุ่นออกตรงๆ แต่ค่อยๆ กัดผิวซิลิคอนใต้ตัวฝุ่นออกไปทีละนิดจนฝุ่นหมดที่ยึดแล้วหลุดลอยไปเอง คล้ายการขุดทรายใต้ก้อนหินจนหินร่วงลงมา สารละลายด่างยังทำให้ฝุ่นกับผิวเวเฟอร์มีประจุลบเหมือนกัน จึงผลักกันเองและไม่กลับมาเกาะซ้ำ
  2. ทางที่สองคือ ใช้คลื่นเสียง วิธีนี้เรียกว่า Megasonic ยิงคลื่นความถี่สูงเข้าไปในน้ำจนเกิดฟองขนาดเล็กที่แตกตัวและกระแทกฝุ่นให้หลุด อีกทั้งยังเกิดคลื่นเสียงทำให้ชั้นขอบเขตที่นิ่งสนิทบางลง ฝุ่นจึงหมดที่หลบ
  3. ทางที่สามคือ ยิงหยดน้ำใส่ตรงๆ งานวิจัยใน Aerosol Science and Technology ใช้หัวฉีดเหนือเสียงพ่นหยดน้ำขนาด 10 ถึง 40 ไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 14 ถึง 100 เมตรต่อวินาที เข้าใส่เวเฟอร์

การศึกษาค้นคว้านี้กลับทำให้ฟังแล้วขัดกับความรู้สึกอย่างมาก นั่นคือ ถ้ารักษาให้พื้นผิวแห้งระหว่างล้าง ประสิทธิภาพจะดีขึ้นชัดเจน

แต่ด้วยเหตุผลสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อโยนลูกบอลใส่กำแพง มันกระแทกเต็มแรง แต่โยนลูกบอลลูกเดียวกันลงสระน้ำ น้ำรับแรงไว้หมดจนแทบไม่เหลืออะไรถึงพื้นสระ ชั้นน้ำที่ท่วมอยู่บนเวเฟอร์ทำหน้าที่เหมือนสระน้ำนั้น คือ ที่ดูดซับแรงกระแทกไปก่อนที่หยดน้ำจะถึงตัวฝุ่น ดังนั้น UPW ทำงานได้ดีกว่ามากในบทบาทของกระสุน มากกว่าบทบาทของอ่างแช่

ปริศนาฟองนาโนที่ยังไขไม่ออก

มีวิธีหนึ่งที่ได้รับควาสนใจมากในระยะ 10 ปีหลัง คือ การใช้ฟองนาโนบนพื้นผิว เกิดจากการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นน้ำบนผิวเวเฟอร์ ทำให้ผุดฟองแก๊สจิ๋วสูง 2 ถึง 10 นาโนเมตรขึ้นมา มันสามารถกำจัดฝุ่นได้ถึง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ทำลายพื้นผิว

แต่บทความวิพากษ์ในวารสาร Langmuir ตั้งคำถามไว้น่าสนใจมาก

นักวิจัยเห็นว่า เมื่อทำกระบวนการนี้แล้วฝุ่นหายไป พร้อมกับเห็นฟองนาโนโผล่ออกมา จึงกล่าวสรุปว่า ฟองนาโนคือ ตัวทำความสะอาด ผู้เขียนจึงชี้ว่า นี่คือตรรกะที่ผิด ทั้งที่ตัวการจริงคือ อากาศร้อนซึ่งทำให้เกิดทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ข้อเสนอของพวกเขาคือ ฟองนาโนอาจเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก ตัวที่ล้างจริงน่าจะเป็นของเหลวที่ไหลลอดใต้ฝุ่นผ่านรอยขรุขระเล็กๆ แล้วไปลดแรงดูดติดโดยตรง อย่างไรก็ตาม คำตอบของพวกเขาต่อคำถามว่า ฟองนาโนทำความสะอาดได้จริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครทราบ

มองไม่เห็น แล้วรู้ได้อย่างไรว่าสะอาด

ปัญหาใหญ่ที่สุดของฝุ่นระดับนาโนคือ มันเล็กเกินกว่าตาหรือกล้องทั่วไปจะเห็น แล้ววิศวกรจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เครื่องล้างยังทำงานดีอยู่ คำตอบจึงมีอยู่ 2 ทาง

  1. ทางแรกคือ การตรวจน้ำก่อนนำไปใช้ บทความจาก Particle Measuring Systems กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ วงการนี้ใช้มาตรฐานตรวจจับที่ 50 นาโนเมตรมาสิบปี แต่ทุกวันนี้ตัวกรองดีเสียจนวัดที่ 50 นาโนเมตรแล้วได้ศูนย์เกือบทุกระบบ เครื่องมือจึงแยกไม่ออกว่า ระบบไหนดีจริงและระบบไหนแค่ดูดี พอลดมาตรวจที่ 20 นาโนเมตร ความต่างก็ปรากฏขึึ้นทันที ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ตัวกรองอายุหนึ่งเดือนเทียบกับหกเดือน มีฝุ่นเพิ่มขึ้นถึงสิบสองเท่าในช่อง 20 นาโนเมตร ขณะที่ช่อง 50 นาโนเมตรแทบไม่ขยับ เท่ากับสามารถตรวจเจอปัญหาได้ตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม
  2. ทางที่สองคือ การทดสอบด้วยฝุ่นปลอม วิศวกรจงใจโรยฝุ่นจำนวนที่รู้แน่นอนลงบนเวเฟอร์ทดสอบ ส่งเข้าเครื่องล้าง แล้วนับว่าเหลือกี่เม็ด ตัวเลขที่ได้เรียกว่า ประสิทธิภาพการกำจัดอนุภาค คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คล้ายกับการแอบวางเหรียญไว้ใต้โซฟาเพื่อดูว่า คนทำความสะอาดกวาดถึงจริงหรือเปล่า

ราคาของความสะอาด

ความสะอาดระดับนี้มีต้นทุนที่ต้องใช้มหาศาล มีรายงานจากแอริโซนาว่า ในปี 2008 โรงงานชิปทั่วสหรัฐอเมริกาใช้น้ำ UPW รวมกันราวห้าหมื่นล้านแกลลอน หรือประมาณสองล้านแกลลอนต่อวัน พร้อมกับเตือนว่า ความต้องการน้ำขนาดนี้สร้างแรงกดดันหนักในพื้นที่ที่น้ำขาดแคลนอยู่แล้ว อย่างรัฐแอริโซนาเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

ค้นพบว่าทำไมน้ำบริสุทธิ์สูงจึงอาศัยหลักฟิสิกส์พื้นฐานในการขจัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กกว่าหนึ่งนาโนเมตรออกจากพื้นผิวซิลิคอน

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

ค้นพบว่าทำไมน้ำบริสุทธิ์สูงจึงอาศัยหลักฟิสิกส์พื้นฐานในการขจัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กกว่าหนึ่งนาโนเมตรออกจากพื้นผิวซิลิคอน

สมมติว่า คุณต้องการเช็ดกระจกบานหนึ่งโดยห้ามเหลือฝุ่นแม้แต่น้อย ไม่งั้นกระจกบานนั้นต้องทิ้ง มันอาจจะดูเวอร์เกินไปแต่สำหรับในโรงงานผลิตชิปคอมพิวเตอร์ แต่นี่คือ มาตรฐานปกติ แผ่นซิลิคอนที่จะกลายเป็นชิปในโทรศัพท์ของคุณมีเส้นวงจรเล็กกว่าเส้นผมหลายพันเท่า ถ้ามีฝุ่นตกลงไปคั่นกลางระหว่างเส้นวงจรสองเส้น ไฟฟ้าจะลัดวงจรและชิปตัวนั้นเสียทันที วิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาระบุตัวเลขไว้ชัดเจนว่า ฝุ่นขนาด 14 นาโนเมตรสามารถลัดวงจรเส้นโลหะสองเส้นในชิปเทคโนโลยี 14 นาโนเมตรได้ พูดง่ายๆ คือ ฝุ่นที่ใหญ่พอกับตัววงจรเอง ก็เหมือนก้อนหินตกลงบนรางรถไฟ เครื่องมือที่ใช้กำจัดมันคือ น้ำแต่ไม่ใช่น้ำแบบที่คุณดื่ม

น้ำที่สะอาดจนนำไฟฟ้าไม่ได้

น้ำในโรงงานชิปเรียกว่า Ultrapure Water หรือ UPW ในส่วนของน้ำดื่มจะมีแร่ธาตุ มีเกลือ มีจุลินทรีย์เล็กน้อย ซึ่งล้วนดีต่อร่างกาย แต่สำหรับชิปแล้วทุกอย่างที่ไม่ใช่โมเลกุลน้ำนับเป็นสิ่งสกปรกหมด UPW จึงถูกกรองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเหลือแต่น้ำล้วนๆ สะอาดจนถึงขั้นที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านได้ เพราะไฟฟ้าในน้ำอาศัยแร่ธาตุเป็นทางเดิน ไม่ได้เดินผ่านด้วยตัวของมันเอง

ความไม่นำไฟฟ้านี้กลายเป็นเครื่องวัดความสะอาดที่สะดวกที่สุด ยิ่งค่าสูงก็ยิ่งสะอาด งานวิจัยแอริโซนาบันทึกไว้ว่า โรงงานจะถือว่าล้างเสร็จเมื่อค่าความต้านทานของน้ำในถังไต่กลับขึ้นถึง 10 เมกะโอห์มเซนติเมตร ส่วนคำว่า "Sub-Nanometer" ในชื่อบทความนี้ ความจริงแล้วหมายถึง ขนาดรูของตัวกรอง ไม่ได้หมายถึง ขนาดฝุ่นที่ตรวจจับได้ ตัวกรองรุ่นใหม่มีรูเล็กกว่า 1 นาโนเมตร เล็กจนแทบกรองได้ทีละโมเลกุล

ยิ่งเล็ก ยิ่งล้างยาก

คนส่วนใหญ่คิดว่า ฝุ่นเม็ดเล็กน่าจะปัดออกง่ายกว่าเม็ดใหญ่ ความจริงกลับตรงกันข้าม ฝุ่นยิ่งเล็กยิ่งเกาะแน่น เพราะแรงที่ดูดมันติดกับพื้นผิวลดลงช้ากว่าแรงที่น้ำใช้ลากมันออกมาก พอฝุ่นเล็กลงครึ่งหนึ่ง แรงดูดแทบไม่ลด แต่แรงจากน้ำหายไปเกือบสามในสี่ ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้ยากขึ้นไปอีก g,เมื่อเวลาน้ำไหลผ่านผิวเรียบ จะมีชั้นน้ำที่บางมากเกาะติดอยู่กับผิวที่โดยแทบไม่ขยับเลย ซึ่งฝุ่นระดับนาโนนอนซุกอยู่ในชั้นนี้พอดี ขณะที่ข้างบนน้ำไหลเชี่ยว แต่ตรงที่ตัวมันอยู่กลับนิ่งสนิท

เมื่อน้ำ UPW เอาไม่อยู่

เพราะน้ำเฉยๆ ไม่มีแรงพอ วิศวกรจึงต้องหาวิธีเติมแรงเข้าไป ซึ่งมีอยู่หลายทาง

  1. ทางแรกคือ ให้สารเคมีช่วยแซะ สูตรคลาสสิกชื่อ APM ผสมแอมโมเนียกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในน้ำ มันไม่ได้ผลักฝุ่นออกตรงๆ แต่ค่อยๆ กัดผิวซิลิคอนใต้ตัวฝุ่นออกไปทีละนิดจนฝุ่นหมดที่ยึดแล้วหลุดลอยไปเอง คล้ายการขุดทรายใต้ก้อนหินจนหินร่วงลงมา สารละลายด่างยังทำให้ฝุ่นกับผิวเวเฟอร์มีประจุลบเหมือนกัน จึงผลักกันเองและไม่กลับมาเกาะซ้ำ
  2. ทางที่สองคือ ใช้คลื่นเสียง วิธีนี้เรียกว่า Megasonic ยิงคลื่นความถี่สูงเข้าไปในน้ำจนเกิดฟองขนาดเล็กที่แตกตัวและกระแทกฝุ่นให้หลุด อีกทั้งยังเกิดคลื่นเสียงทำให้ชั้นขอบเขตที่นิ่งสนิทบางลง ฝุ่นจึงหมดที่หลบ
  3. ทางที่สามคือ ยิงหยดน้ำใส่ตรงๆ งานวิจัยใน Aerosol Science and Technology ใช้หัวฉีดเหนือเสียงพ่นหยดน้ำขนาด 10 ถึง 40 ไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 14 ถึง 100 เมตรต่อวินาที เข้าใส่เวเฟอร์

การศึกษาค้นคว้านี้กลับทำให้ฟังแล้วขัดกับความรู้สึกอย่างมาก นั่นคือ ถ้ารักษาให้พื้นผิวแห้งระหว่างล้าง ประสิทธิภาพจะดีขึ้นชัดเจน

แต่ด้วยเหตุผลสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อโยนลูกบอลใส่กำแพง มันกระแทกเต็มแรง แต่โยนลูกบอลลูกเดียวกันลงสระน้ำ น้ำรับแรงไว้หมดจนแทบไม่เหลืออะไรถึงพื้นสระ ชั้นน้ำที่ท่วมอยู่บนเวเฟอร์ทำหน้าที่เหมือนสระน้ำนั้น คือ ที่ดูดซับแรงกระแทกไปก่อนที่หยดน้ำจะถึงตัวฝุ่น ดังนั้น UPW ทำงานได้ดีกว่ามากในบทบาทของกระสุน มากกว่าบทบาทของอ่างแช่

ปริศนาฟองนาโนที่ยังไขไม่ออก

มีวิธีหนึ่งที่ได้รับควาสนใจมากในระยะ 10 ปีหลัง คือ การใช้ฟองนาโนบนพื้นผิว เกิดจากการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นน้ำบนผิวเวเฟอร์ ทำให้ผุดฟองแก๊สจิ๋วสูง 2 ถึง 10 นาโนเมตรขึ้นมา มันสามารถกำจัดฝุ่นได้ถึง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ทำลายพื้นผิว

แต่บทความวิพากษ์ในวารสาร Langmuir ตั้งคำถามไว้น่าสนใจมาก

นักวิจัยเห็นว่า เมื่อทำกระบวนการนี้แล้วฝุ่นหายไป พร้อมกับเห็นฟองนาโนโผล่ออกมา จึงกล่าวสรุปว่า ฟองนาโนคือ ตัวทำความสะอาด ผู้เขียนจึงชี้ว่า นี่คือตรรกะที่ผิด ทั้งที่ตัวการจริงคือ อากาศร้อนซึ่งทำให้เกิดทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ข้อเสนอของพวกเขาคือ ฟองนาโนอาจเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก ตัวที่ล้างจริงน่าจะเป็นของเหลวที่ไหลลอดใต้ฝุ่นผ่านรอยขรุขระเล็กๆ แล้วไปลดแรงดูดติดโดยตรง อย่างไรก็ตาม คำตอบของพวกเขาต่อคำถามว่า ฟองนาโนทำความสะอาดได้จริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครทราบ

มองไม่เห็น แล้วรู้ได้อย่างไรว่าสะอาด

ปัญหาใหญ่ที่สุดของฝุ่นระดับนาโนคือ มันเล็กเกินกว่าตาหรือกล้องทั่วไปจะเห็น แล้ววิศวกรจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เครื่องล้างยังทำงานดีอยู่ คำตอบจึงมีอยู่ 2 ทาง

  1. ทางแรกคือ การตรวจน้ำก่อนนำไปใช้ บทความจาก Particle Measuring Systems กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ วงการนี้ใช้มาตรฐานตรวจจับที่ 50 นาโนเมตรมาสิบปี แต่ทุกวันนี้ตัวกรองดีเสียจนวัดที่ 50 นาโนเมตรแล้วได้ศูนย์เกือบทุกระบบ เครื่องมือจึงแยกไม่ออกว่า ระบบไหนดีจริงและระบบไหนแค่ดูดี พอลดมาตรวจที่ 20 นาโนเมตร ความต่างก็ปรากฏขึึ้นทันที ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ตัวกรองอายุหนึ่งเดือนเทียบกับหกเดือน มีฝุ่นเพิ่มขึ้นถึงสิบสองเท่าในช่อง 20 นาโนเมตร ขณะที่ช่อง 50 นาโนเมตรแทบไม่ขยับ เท่ากับสามารถตรวจเจอปัญหาได้ตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม
  2. ทางที่สองคือ การทดสอบด้วยฝุ่นปลอม วิศวกรจงใจโรยฝุ่นจำนวนที่รู้แน่นอนลงบนเวเฟอร์ทดสอบ ส่งเข้าเครื่องล้าง แล้วนับว่าเหลือกี่เม็ด ตัวเลขที่ได้เรียกว่า ประสิทธิภาพการกำจัดอนุภาค คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คล้ายกับการแอบวางเหรียญไว้ใต้โซฟาเพื่อดูว่า คนทำความสะอาดกวาดถึงจริงหรือเปล่า

ราคาของความสะอาด

ความสะอาดระดับนี้มีต้นทุนที่ต้องใช้มหาศาล มีรายงานจากแอริโซนาว่า ในปี 2008 โรงงานชิปทั่วสหรัฐอเมริกาใช้น้ำ UPW รวมกันราวห้าหมื่นล้านแกลลอน หรือประมาณสองล้านแกลลอนต่อวัน พร้อมกับเตือนว่า ความต้องการน้ำขนาดนี้สร้างแรงกดดันหนักในพื้นที่ที่น้ำขาดแคลนอยู่แล้ว อย่างรัฐแอริโซนาเอง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

ฟิสิกส์ของการล้างซิลิคอน: น้ำบริสุทธิ์กำจัดฝุ่นที่มองไม่เห็นได้อย่างไร

ค้นพบว่าทำไมน้ำบริสุทธิ์สูงจึงอาศัยหลักฟิสิกส์พื้นฐานในการขจัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กกว่าหนึ่งนาโนเมตรออกจากพื้นผิวซิลิคอน

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

สมมติว่า คุณต้องการเช็ดกระจกบานหนึ่งโดยห้ามเหลือฝุ่นแม้แต่น้อย ไม่งั้นกระจกบานนั้นต้องทิ้ง มันอาจจะดูเวอร์เกินไปแต่สำหรับในโรงงานผลิตชิปคอมพิวเตอร์ แต่นี่คือ มาตรฐานปกติ แผ่นซิลิคอนที่จะกลายเป็นชิปในโทรศัพท์ของคุณมีเส้นวงจรเล็กกว่าเส้นผมหลายพันเท่า ถ้ามีฝุ่นตกลงไปคั่นกลางระหว่างเส้นวงจรสองเส้น ไฟฟ้าจะลัดวงจรและชิปตัวนั้นเสียทันที วิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาระบุตัวเลขไว้ชัดเจนว่า ฝุ่นขนาด 14 นาโนเมตรสามารถลัดวงจรเส้นโลหะสองเส้นในชิปเทคโนโลยี 14 นาโนเมตรได้ พูดง่ายๆ คือ ฝุ่นที่ใหญ่พอกับตัววงจรเอง ก็เหมือนก้อนหินตกลงบนรางรถไฟ เครื่องมือที่ใช้กำจัดมันคือ น้ำแต่ไม่ใช่น้ำแบบที่คุณดื่ม

น้ำที่สะอาดจนนำไฟฟ้าไม่ได้

น้ำในโรงงานชิปเรียกว่า Ultrapure Water หรือ UPW ในส่วนของน้ำดื่มจะมีแร่ธาตุ มีเกลือ มีจุลินทรีย์เล็กน้อย ซึ่งล้วนดีต่อร่างกาย แต่สำหรับชิปแล้วทุกอย่างที่ไม่ใช่โมเลกุลน้ำนับเป็นสิ่งสกปรกหมด UPW จึงถูกกรองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเหลือแต่น้ำล้วนๆ สะอาดจนถึงขั้นที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านได้ เพราะไฟฟ้าในน้ำอาศัยแร่ธาตุเป็นทางเดิน ไม่ได้เดินผ่านด้วยตัวของมันเอง

ความไม่นำไฟฟ้านี้กลายเป็นเครื่องวัดความสะอาดที่สะดวกที่สุด ยิ่งค่าสูงก็ยิ่งสะอาด งานวิจัยแอริโซนาบันทึกไว้ว่า โรงงานจะถือว่าล้างเสร็จเมื่อค่าความต้านทานของน้ำในถังไต่กลับขึ้นถึง 10 เมกะโอห์มเซนติเมตร ส่วนคำว่า "Sub-Nanometer" ในชื่อบทความนี้ ความจริงแล้วหมายถึง ขนาดรูของตัวกรอง ไม่ได้หมายถึง ขนาดฝุ่นที่ตรวจจับได้ ตัวกรองรุ่นใหม่มีรูเล็กกว่า 1 นาโนเมตร เล็กจนแทบกรองได้ทีละโมเลกุล

ยิ่งเล็ก ยิ่งล้างยาก

คนส่วนใหญ่คิดว่า ฝุ่นเม็ดเล็กน่าจะปัดออกง่ายกว่าเม็ดใหญ่ ความจริงกลับตรงกันข้าม ฝุ่นยิ่งเล็กยิ่งเกาะแน่น เพราะแรงที่ดูดมันติดกับพื้นผิวลดลงช้ากว่าแรงที่น้ำใช้ลากมันออกมาก พอฝุ่นเล็กลงครึ่งหนึ่ง แรงดูดแทบไม่ลด แต่แรงจากน้ำหายไปเกือบสามในสี่ ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้ยากขึ้นไปอีก g,เมื่อเวลาน้ำไหลผ่านผิวเรียบ จะมีชั้นน้ำที่บางมากเกาะติดอยู่กับผิวที่โดยแทบไม่ขยับเลย ซึ่งฝุ่นระดับนาโนนอนซุกอยู่ในชั้นนี้พอดี ขณะที่ข้างบนน้ำไหลเชี่ยว แต่ตรงที่ตัวมันอยู่กลับนิ่งสนิท

เมื่อน้ำ UPW เอาไม่อยู่

เพราะน้ำเฉยๆ ไม่มีแรงพอ วิศวกรจึงต้องหาวิธีเติมแรงเข้าไป ซึ่งมีอยู่หลายทาง

  1. ทางแรกคือ ให้สารเคมีช่วยแซะ สูตรคลาสสิกชื่อ APM ผสมแอมโมเนียกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในน้ำ มันไม่ได้ผลักฝุ่นออกตรงๆ แต่ค่อยๆ กัดผิวซิลิคอนใต้ตัวฝุ่นออกไปทีละนิดจนฝุ่นหมดที่ยึดแล้วหลุดลอยไปเอง คล้ายการขุดทรายใต้ก้อนหินจนหินร่วงลงมา สารละลายด่างยังทำให้ฝุ่นกับผิวเวเฟอร์มีประจุลบเหมือนกัน จึงผลักกันเองและไม่กลับมาเกาะซ้ำ
  2. ทางที่สองคือ ใช้คลื่นเสียง วิธีนี้เรียกว่า Megasonic ยิงคลื่นความถี่สูงเข้าไปในน้ำจนเกิดฟองขนาดเล็กที่แตกตัวและกระแทกฝุ่นให้หลุด อีกทั้งยังเกิดคลื่นเสียงทำให้ชั้นขอบเขตที่นิ่งสนิทบางลง ฝุ่นจึงหมดที่หลบ
  3. ทางที่สามคือ ยิงหยดน้ำใส่ตรงๆ งานวิจัยใน Aerosol Science and Technology ใช้หัวฉีดเหนือเสียงพ่นหยดน้ำขนาด 10 ถึง 40 ไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 14 ถึง 100 เมตรต่อวินาที เข้าใส่เวเฟอร์

การศึกษาค้นคว้านี้กลับทำให้ฟังแล้วขัดกับความรู้สึกอย่างมาก นั่นคือ ถ้ารักษาให้พื้นผิวแห้งระหว่างล้าง ประสิทธิภาพจะดีขึ้นชัดเจน

แต่ด้วยเหตุผลสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อโยนลูกบอลใส่กำแพง มันกระแทกเต็มแรง แต่โยนลูกบอลลูกเดียวกันลงสระน้ำ น้ำรับแรงไว้หมดจนแทบไม่เหลืออะไรถึงพื้นสระ ชั้นน้ำที่ท่วมอยู่บนเวเฟอร์ทำหน้าที่เหมือนสระน้ำนั้น คือ ที่ดูดซับแรงกระแทกไปก่อนที่หยดน้ำจะถึงตัวฝุ่น ดังนั้น UPW ทำงานได้ดีกว่ามากในบทบาทของกระสุน มากกว่าบทบาทของอ่างแช่

ปริศนาฟองนาโนที่ยังไขไม่ออก

มีวิธีหนึ่งที่ได้รับควาสนใจมากในระยะ 10 ปีหลัง คือ การใช้ฟองนาโนบนพื้นผิว เกิดจากการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นน้ำบนผิวเวเฟอร์ ทำให้ผุดฟองแก๊สจิ๋วสูง 2 ถึง 10 นาโนเมตรขึ้นมา มันสามารถกำจัดฝุ่นได้ถึง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ทำลายพื้นผิว

แต่บทความวิพากษ์ในวารสาร Langmuir ตั้งคำถามไว้น่าสนใจมาก

นักวิจัยเห็นว่า เมื่อทำกระบวนการนี้แล้วฝุ่นหายไป พร้อมกับเห็นฟองนาโนโผล่ออกมา จึงกล่าวสรุปว่า ฟองนาโนคือ ตัวทำความสะอาด ผู้เขียนจึงชี้ว่า นี่คือตรรกะที่ผิด ทั้งที่ตัวการจริงคือ อากาศร้อนซึ่งทำให้เกิดทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ข้อเสนอของพวกเขาคือ ฟองนาโนอาจเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก ตัวที่ล้างจริงน่าจะเป็นของเหลวที่ไหลลอดใต้ฝุ่นผ่านรอยขรุขระเล็กๆ แล้วไปลดแรงดูดติดโดยตรง อย่างไรก็ตาม คำตอบของพวกเขาต่อคำถามว่า ฟองนาโนทำความสะอาดได้จริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครทราบ

มองไม่เห็น แล้วรู้ได้อย่างไรว่าสะอาด

ปัญหาใหญ่ที่สุดของฝุ่นระดับนาโนคือ มันเล็กเกินกว่าตาหรือกล้องทั่วไปจะเห็น แล้ววิศวกรจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เครื่องล้างยังทำงานดีอยู่ คำตอบจึงมีอยู่ 2 ทาง

  1. ทางแรกคือ การตรวจน้ำก่อนนำไปใช้ บทความจาก Particle Measuring Systems กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ วงการนี้ใช้มาตรฐานตรวจจับที่ 50 นาโนเมตรมาสิบปี แต่ทุกวันนี้ตัวกรองดีเสียจนวัดที่ 50 นาโนเมตรแล้วได้ศูนย์เกือบทุกระบบ เครื่องมือจึงแยกไม่ออกว่า ระบบไหนดีจริงและระบบไหนแค่ดูดี พอลดมาตรวจที่ 20 นาโนเมตร ความต่างก็ปรากฏขึึ้นทันที ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ตัวกรองอายุหนึ่งเดือนเทียบกับหกเดือน มีฝุ่นเพิ่มขึ้นถึงสิบสองเท่าในช่อง 20 นาโนเมตร ขณะที่ช่อง 50 นาโนเมตรแทบไม่ขยับ เท่ากับสามารถตรวจเจอปัญหาได้ตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม
  2. ทางที่สองคือ การทดสอบด้วยฝุ่นปลอม วิศวกรจงใจโรยฝุ่นจำนวนที่รู้แน่นอนลงบนเวเฟอร์ทดสอบ ส่งเข้าเครื่องล้าง แล้วนับว่าเหลือกี่เม็ด ตัวเลขที่ได้เรียกว่า ประสิทธิภาพการกำจัดอนุภาค คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คล้ายกับการแอบวางเหรียญไว้ใต้โซฟาเพื่อดูว่า คนทำความสะอาดกวาดถึงจริงหรือเปล่า

ราคาของความสะอาด

ความสะอาดระดับนี้มีต้นทุนที่ต้องใช้มหาศาล มีรายงานจากแอริโซนาว่า ในปี 2008 โรงงานชิปทั่วสหรัฐอเมริกาใช้น้ำ UPW รวมกันราวห้าหมื่นล้านแกลลอน หรือประมาณสองล้านแกลลอนต่อวัน พร้อมกับเตือนว่า ความต้องการน้ำขนาดนี้สร้างแรงกดดันหนักในพื้นที่ที่น้ำขาดแคลนอยู่แล้ว อย่างรัฐแอริโซนาเอง

Related articles