ความเจริญรุ่งเรืองของ AI ในไทยกำลังสร้างความท้าทายใหม่: การสร้างสมดุลระหว่างความต้องการน้ำในศูนย์ข้อมูลกับความต้องการทางการเกษตร
ในทุกวันนี้แถวจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง เกิดการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เดิมทีชาวนาชาวสวนต้องใช้น้ำรดต้นข้าวต้นทุเรียน ชาวบ้านก็ต้องใช้กินใช้อาบ แต่กลับมีสิ่งที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาไม่กี่ปีอย่างอาคารคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ที่มีหน้าที่คอยประมวลผลให้กับปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่น้ำในภาคตะวันออกมีอยู่เท่าเดิม แต่คนดึงน้ำไปใช้เยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้จึงกลายเป็นการแย่งน้ำที่เป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคนี้
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเวลาพิมพ์ถาม AI ทีนึง จะดึงน้ำมาใช้ด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ที่รัน AI ทำงานอย่างหนักจนร้อนจัด ปล่อยทิ้งไว้เดี๋ยวก็พัง วิธีที่ทำให้เย็นได้ง่ายและถูกที่สุดคือ การใช้น้ำ พอ ๆ กับตอนที่เราเอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเวลาเหงื่อออก มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่า แค่การฝึกเทรน AI รุ่น GPT-3 ให้เก่งขึ้นเพียงรอบเดียว กินน้ำสะอาดไปถึง 7 แสนลิตร ส่วนตอนที่เราใช้งานจริงในทุกๆ 10 - 15 คำถาม มันก็ใช้น้ำไปถึง 1 ขวดเล็ก และที่หลายคนอาจจะไม่รู้คือ ไฟฟ้าที่ใช้ปั่นให้กับเครื่องพวกนี้ทำงานก็ต้องใช้น้ำเหมือนกัน แล้วถ้ายิ่งอากาศร้อน เครื่องก็ยิ่งต้องการน้ำมาไล่ความร้อนมากขึ้นไปอีก อีกทั้งเมืองไทยอยู่ในเขตร้อนก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
อย่าเพิ่งโทษ AI ไปเสียหมด เพราะปัญหาน้ำแถบนี้มีมานานแล้ว ดังเช่น ในรายงานเก่าของ FAO ระบุไว้ว่า สมัยก่อนระบบน้ำเกือบทั้งประเทศสร้างขึ้นเพื่อการเกษตรเป็นหลัก น้ำเกือบทุกหยดถูกกันไว้ให้ชาวนา แต่พอบ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง โรงงานผุดขึ้นเต็มภาคตะวันออก ฝนก็แล้งบ่อยขึ้น น้ำทะเลหนุนเข้ามาจนน้ำในคลองเค็ม ชาวบ้านหลายคนจึงต้องซื้อน้ำใช้ในราคาที่แพงขึ้น นอกจากนี้มีคนในพื้นที่เคยกล่าวไว้ว่า ที่นี่ปัญหาหลักคือ น้ำ ที่ทั้งกินทั้งใช้ทั้งทำเกษตร นาข้าวที่เคยมีก็ไม่เหลือ และนี่คือ สภาพตั้งแต่ก่อนดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้ามาเสียอีก
แล้วอยู่ๆมา วันดีคืนดี บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากทั่วโลกก็แห่กันเข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย เพราะเนื่องจากกระแส AI กำลังมาแรง บวกกับรัฐบาลสนับสนุนด้วยการลดภาษี
นับแค่ปีเดียวจากต้นปี 2025 ไทยรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ถึง 43 แห่ง มูลค่ารวมราว 22,000ล้านยูโร เปิดใช้งานแล้ว 40 แห่ง กำลังสร้างอีก 20 แห่ง รอคิวอีก 10 แห่ง เกือบทั้งหมดลงหลักปักฐานอยู่ในเขตภาคตะวันออก ปัญหาคือ แต่ละแห่งมีความต้องการน้ำในปริมาณที่เยอะมาก บางแห่งใช้น้ำวันเดียวเท่ากับคนเป็นหมื่นใช้กันทั้งเมือง ทำให้ปัญหาเรื่องน้ำบานปลายขึ้นไปอีกขั้น
พอคนแย่งน้ำกันมากขึ้น คำถามที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ เวลาน้ำไม่พอ เราจะให้ใครก่อน
งานวิจัยเรื่องการจัดการน้ำในภาคตะวันออก ประเมินว่า ความต้องการน้ำในพื้นที่อาจพุ่งเกือบเท่าตัว แตะหลัก 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2036 ซึ่งในกฎหมายเขียนไว้สวยหรูว่า เวลาน้ำขาด ต้องให้เกษตรกับการกินการใช้ของประชาชนมาก่อน แต่ชาวนาหลายคนพูดตรงกันว่า ของจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น พวกอุตสาหกรรมมันชนะตลอด ที่นาที่สวนค่อย ๆ กลายเป็นโรงงานกับถนน กฎบนกระดาษกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเลยเป็นคนละเรื่อง และนี่แหละคือปมที่แท้จริง
เรื่องนี้ไม่ได้ไร้ทางแก้ อย่างแรกคือ หมุนน้ำกลับมาใช้ซ้ำ เอาน้ำเดิมมาบำบัดแล้ววนกลับไปใช้อีก แทนที่จะใช้ทีเดียวทิ้ง ช่วยลดการใช้น้ำจืดได้ตั้งครึ่งต่อครึ่งถึง 70 เปอร์เซ็นต์ อีกทางคือหันไปใช้น้ำทะเลแทน ซึ่งการนิคมอุตสาหกรรมฯ กำลังศึกษาการเปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืดอยู่ บางที่ก็เก็บน้ำฝนไว้ใช้ หรือดึงความเย็นจากก๊าซธรรมชาติมาช่วยระบายความร้อน
ที่น่าสนใจคือ ดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ประหยัดน้ำขึ้นเยอะ จากที่เคยเปลืองราว 1.8 หน่วย เดี๋ยวนี้บางเจ้าเหลือแค่ 0.18 ถึง 0.30 หน่วย ในบางประเทศอย่างสิงคโปร์ออกกฎหมายบังคับให้ประหยัดน้ำไปแล้ว ส่วนไทยเองก็กำลังร่างกฎหมายมาคุมเรื่องนี้อยู่เช่นกัน สุดท้ายมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีเทคโนโลยีหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่าเราจะยอมแบ่งน้ำกันอย่างเป็นธรรมได้มากแค่ไหนต่างหาก