ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

การทำความเข้าใจโฟโตไดโอดและโฟโตทรานซิสเตอร์จะช่วยให้คุณเลือกเซนเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบสวิตชิ่งความเร็วสูงได้

ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

ตัวเลขบนหน้าจอในสายการผลิตไม่ตรงกับตัวเลขจริงอาจเป็นเพราะระบบผิดพลาดใช่หรือไม่ หนึ่งในสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้นอกจากโค้ดมีปัญหาแล้ว ก็ยังเกิดจากโฟโตทรานซิสเตอร์ อันเป็นผลมาจากตัวรับแสงทำงานไม่ทัน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้มีราคาที่ถูกและมันก็เหมาะกับโหมดสวิตช์ แต่มันมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วหนึ่งเท่านั้น

สวิตช์ในที่นี้หมายถึงอะไร 

คำว่าสวิตช์ในที่นี้หมายถึง การทำงานของเซนเซอร์ที่เปิดและปิดไปมา คล้ายกับสวิตช์ไฟ กล่าวคือ มีแสงคือ เปิด ส่วนไม่มีแสงคือ ปิด และสิ่งที่เราสนใจคือ ระยะเวลาที่สลับจากเปิดเป็นปิดในหนึ่งครั้ง โดยหน่วยวัดจะเป็นนาโนวินาที และไมโครวินาทีซึ่งยิ่งน้อยแปลว่า ยิ่งเร็วมากเท่านั้น

ข้างในโฟโตทรานซิสเตอร์มีโฟโตไดโอดอยู่แล้ว  

อันที่จริงแล้วสองอย่างนี้มันคือสิ่งเดียวกัน มีรายงานจาก EG&G Optoelectronics ระบุไว้ว่า โฟโตไดโอดต่ออยู่กับทรานซิสเตอร์ โฟโตไดโอดทำหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นกระแสไฟ ส่วนทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่ขยายกระแสนั้นให้แรงขึ้น โดยข้อมูลจาก Electronics Notes บอกคร่าว ๆ ว่า ในห้องแสงปกติ โฟโตไดโอดให้กระแสอยู่ที่หนึ่งหน่วย ส่วนโฟโตทรานซิสเตอร์ให้ประมาณหนึ่งร้อยหน่วย แรงกว่ากันประมาณร้อยเท่า

ทำไมตัวที่แรงกว่าถึงช้ากว่า

อยากได้สัญญาณแรง ต้องเก็บแสงให้ได้มาก อยากเก็บแสงได้มาก ต้องทำหน้ารับแสงให้ใหญ่ขึ้น ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ของที่มีพื้นที่ใหญ่จะกักเก็บประจุไฟฟ้าไว้ได้เยอะ ลองนึกถึงฟองน้ำก้อนใหญ่ที่อมน้ำไว้ แต่ตอนจะบีบให้แห้งก็ใช้เวลานานกว่าประจุที่ค้างอยู่ข้างในออกจนหมด นี่คือ สาเหตุหลักที่ทำให้เซนเซอร์ปิดไม่ทัน เพราะมันยังคิดว่าสว่างอยู่ ทั้งที่แสงดับไปแล้ว ซึ่ง Vishay วัดค่านี้ในโฟโตทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งแล้วค้นพบว่า ถ้าจ่ายไฟเข้าไปแรงขึ้น ค่าการเก็บประจุจะลดลงประมาณสามเท่า

ทาง EG&G ได้สรุปปรากฏการณ์ของ Miller Effect เอาไว้ว่า ถ้าพื้นที่รับแสงเท่ากัน ยิ่งขยายแรงเท่าไหร่ ยิ่งช้ามากขึ้นเท่านั้น ความไวแสงกับความเร็วเฉกเช่นเดียวกัน หมุนไปทางหนึ่งได้ อีกทางก็ต้องเสีย เพราะว่าตัวรับแสงมันมีขนาดใหญ่กว่าขนาดจริงหลายเท่า และตัวคูณที่ทำให้มันใหญ่ขึ้นก็คือ อัตราขยายของตัวมันเอง เคยมีการทดลองเรื่องนี้เกิดขึ้นโดยใช้โฟโตทรานซิสเตอร์กับทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดรูรับแสงต่างกันมาทดสอบ อันที่รูใหญ่กว่าความเร็วลดลงหลายเท่าเมื่อเทียบกับอีกตัวที่ขนาดรูเล็กกว่า

ตัวเลขในคู่มือวัดอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คุณคิด

ระยะเวลาสวิตช์ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ที่หนึ่งถึงสิบไมโครวินาที ซึ่งมันคือ ค่าที่ได้จากการต่อกับตัวต้านทานขนาดหนึ่งร้อยโอห์มกับเซนเซอร์เข้าด้วยกัน แต่จากข้อมูลในคู่มือ AN-3005 ของ Onsemi ที่ใช้กันทั่วโลก เขาแนะนำว่า ถ้าจะใช้งานแบบสวิตช์ ให้ใช้ตัวต้านทานห้าพันโอห์มขึ้นไป จะได้สัญญาณสูงต่ำชัดเจน ไม่มีเอกสารฉบับไหนเอาสองตัวเลขนี้มาวางเทียบข้างกัน เพราะคนละบริษัทคนละวัตถุประสงค์ บริษัทหนึ่งกำลังรายงานผลทดสอบ อีกบริษัทกำลังแนะนำวิธีใช้งาน

ปิดช้ากว่าเปิด 

มีคำอธิบายไว้ว่า ตามหลักแล้วเวลาเปิดกับเวลาปิดควรเท่ากัน จะไม่เท่ากันก็ต่อเมื่อแสงแรงเกินไปจนเซนเซอร์รวน ประจุจะสะสมค้างอยู่ข้างใน แล้วเวลาปิดจะยาวกว่าเวลาเปิดมาก อีกทั้งการที่ให้เซนเซอร์อยู่แค่สองสถานะ ปิดสนิทกับเปิดจะทำให้ช้าลงอย่างมาก

ทางแก้ที่ไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ 

โฟโตทรานซิสเตอร์ที่ขายกันมีอยู่ 2 แบบ แบบสองขาซึ่งพบบ่อยที่สุด กับแบบสามขาที่มีขาพิเศษเพิ่มมา

  1. แบบสองขาระวังเรื่องเซนเซอร์ค้าง ซึ่งต้องลดความไวแสงลงและจ่ายไฟให้สูงขึ้น
  2. แบบสามขาจะมีขาที่สามที่คอยระบายประจุที่ตกค้างอยู่ซึ่งก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของสองขาได้ ถ้าปล่อยขานั้นลอยไว้เฉย ๆ ใช้เวลา 8.4 ไมโครวินาที พอใส่ตัวต้านทานเข้าไป เหลือ 1.1 ไมโครวินาที 

คนส่วนใหญ่ซื้อแบบสองขา และถึงซื้อแบบสามขามาก็มักปล่อยขานั้นลอยไว้ตามค่าเริ่มต้น อีกเรื่องคือ ตำแหน่งที่ต่อตัวต้านทาน จะวางไว้ด้านบนคือฝั่งไฟเลี้ยง หรือด้านล่างคือฝั่งกราวด์ ก็ทำงานได้ทั้งคู่ ต่างกันแค่ขั้วสัญญาณ วางด้านบนแล้วมีแสงเข้าแรงดันจะตก วางด้านล่างแล้วมีแสงเข้าแรงดันจะขึ้น และผลการทดลองระบุว่าวางด้านบนโดน Miller effect เต็ม ๆ ส่วนแบบวางด้านล่างแทบไม่โดนเลย จึงเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เพดานลิมิตที่ขยับไม่ได้

เทคนิคทั้งหมดข้างบนช่วยให้เข้าใกล้ขีดจำกัดได้ แต่ไม่ทะลุเกินขอบเขต Electronics Notes ระบุว่า โฟโตทรานซิสเตอร์ซิลิคอนทั่วไปรับได้ราวสองแสนห้าหมื่นครั้งต่อวินาที

มีรุ่นที่เร็วกว่านี้หลายพันเท่าอยู่จริง ใช้วัสดุพิเศษคนละชนิดกัน แต่ต้นทุนผลิตสูงจนแทบไม่มีใครขายทั่วไป ที่มันช้าจึงเป็นเพราะนี่คือราคาที่ถูกที่สุด ไม่ใช่เพราะมันช้าโดยธรรมชาติ

ถอดเครื่องขยายออกแล้วต้องสร้างเอง

ถ้าอยากเร็วกว่าหนึ่งไมโครวินาที ให้ทิ้งเครื่องขยายที่ติดมาไปเลย ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นโฟโตไดโอดแค่นี้ก็เร็วขึ้นมากแล้ว ส่วนที่วิ่งถึงระดับนาโนวินาทีคือ อุปกรณ์ที่ทำมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ แต่ใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด ปัญหาคือ สัญญาณที่เหลือเบาเกินกว่าจะเอาไปใช้ ต้องสร้างเครื่องขยายเอง ความยากจึงแค่ย้ายที่ ไม่ได้หายไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์
September 21, 2026

ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

การทำความเข้าใจโฟโตไดโอดและโฟโตทรานซิสเตอร์จะช่วยให้คุณเลือกเซนเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบสวิตชิ่งความเร็วสูงได้

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

การทำความเข้าใจโฟโตไดโอดและโฟโตทรานซิสเตอร์จะช่วยให้คุณเลือกเซนเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบสวิตชิ่งความเร็วสูงได้

ตัวเลขบนหน้าจอในสายการผลิตไม่ตรงกับตัวเลขจริงอาจเป็นเพราะระบบผิดพลาดใช่หรือไม่ หนึ่งในสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้นอกจากโค้ดมีปัญหาแล้ว ก็ยังเกิดจากโฟโตทรานซิสเตอร์ อันเป็นผลมาจากตัวรับแสงทำงานไม่ทัน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้มีราคาที่ถูกและมันก็เหมาะกับโหมดสวิตช์ แต่มันมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วหนึ่งเท่านั้น

สวิตช์ในที่นี้หมายถึงอะไร 

คำว่าสวิตช์ในที่นี้หมายถึง การทำงานของเซนเซอร์ที่เปิดและปิดไปมา คล้ายกับสวิตช์ไฟ กล่าวคือ มีแสงคือ เปิด ส่วนไม่มีแสงคือ ปิด และสิ่งที่เราสนใจคือ ระยะเวลาที่สลับจากเปิดเป็นปิดในหนึ่งครั้ง โดยหน่วยวัดจะเป็นนาโนวินาที และไมโครวินาทีซึ่งยิ่งน้อยแปลว่า ยิ่งเร็วมากเท่านั้น

ข้างในโฟโตทรานซิสเตอร์มีโฟโตไดโอดอยู่แล้ว  

อันที่จริงแล้วสองอย่างนี้มันคือสิ่งเดียวกัน มีรายงานจาก EG&G Optoelectronics ระบุไว้ว่า โฟโตไดโอดต่ออยู่กับทรานซิสเตอร์ โฟโตไดโอดทำหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นกระแสไฟ ส่วนทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่ขยายกระแสนั้นให้แรงขึ้น โดยข้อมูลจาก Electronics Notes บอกคร่าว ๆ ว่า ในห้องแสงปกติ โฟโตไดโอดให้กระแสอยู่ที่หนึ่งหน่วย ส่วนโฟโตทรานซิสเตอร์ให้ประมาณหนึ่งร้อยหน่วย แรงกว่ากันประมาณร้อยเท่า

ทำไมตัวที่แรงกว่าถึงช้ากว่า

อยากได้สัญญาณแรง ต้องเก็บแสงให้ได้มาก อยากเก็บแสงได้มาก ต้องทำหน้ารับแสงให้ใหญ่ขึ้น ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ของที่มีพื้นที่ใหญ่จะกักเก็บประจุไฟฟ้าไว้ได้เยอะ ลองนึกถึงฟองน้ำก้อนใหญ่ที่อมน้ำไว้ แต่ตอนจะบีบให้แห้งก็ใช้เวลานานกว่าประจุที่ค้างอยู่ข้างในออกจนหมด นี่คือ สาเหตุหลักที่ทำให้เซนเซอร์ปิดไม่ทัน เพราะมันยังคิดว่าสว่างอยู่ ทั้งที่แสงดับไปแล้ว ซึ่ง Vishay วัดค่านี้ในโฟโตทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งแล้วค้นพบว่า ถ้าจ่ายไฟเข้าไปแรงขึ้น ค่าการเก็บประจุจะลดลงประมาณสามเท่า

ทาง EG&G ได้สรุปปรากฏการณ์ของ Miller Effect เอาไว้ว่า ถ้าพื้นที่รับแสงเท่ากัน ยิ่งขยายแรงเท่าไหร่ ยิ่งช้ามากขึ้นเท่านั้น ความไวแสงกับความเร็วเฉกเช่นเดียวกัน หมุนไปทางหนึ่งได้ อีกทางก็ต้องเสีย เพราะว่าตัวรับแสงมันมีขนาดใหญ่กว่าขนาดจริงหลายเท่า และตัวคูณที่ทำให้มันใหญ่ขึ้นก็คือ อัตราขยายของตัวมันเอง เคยมีการทดลองเรื่องนี้เกิดขึ้นโดยใช้โฟโตทรานซิสเตอร์กับทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดรูรับแสงต่างกันมาทดสอบ อันที่รูใหญ่กว่าความเร็วลดลงหลายเท่าเมื่อเทียบกับอีกตัวที่ขนาดรูเล็กกว่า

ตัวเลขในคู่มือวัดอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คุณคิด

ระยะเวลาสวิตช์ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ที่หนึ่งถึงสิบไมโครวินาที ซึ่งมันคือ ค่าที่ได้จากการต่อกับตัวต้านทานขนาดหนึ่งร้อยโอห์มกับเซนเซอร์เข้าด้วยกัน แต่จากข้อมูลในคู่มือ AN-3005 ของ Onsemi ที่ใช้กันทั่วโลก เขาแนะนำว่า ถ้าจะใช้งานแบบสวิตช์ ให้ใช้ตัวต้านทานห้าพันโอห์มขึ้นไป จะได้สัญญาณสูงต่ำชัดเจน ไม่มีเอกสารฉบับไหนเอาสองตัวเลขนี้มาวางเทียบข้างกัน เพราะคนละบริษัทคนละวัตถุประสงค์ บริษัทหนึ่งกำลังรายงานผลทดสอบ อีกบริษัทกำลังแนะนำวิธีใช้งาน

ปิดช้ากว่าเปิด 

มีคำอธิบายไว้ว่า ตามหลักแล้วเวลาเปิดกับเวลาปิดควรเท่ากัน จะไม่เท่ากันก็ต่อเมื่อแสงแรงเกินไปจนเซนเซอร์รวน ประจุจะสะสมค้างอยู่ข้างใน แล้วเวลาปิดจะยาวกว่าเวลาเปิดมาก อีกทั้งการที่ให้เซนเซอร์อยู่แค่สองสถานะ ปิดสนิทกับเปิดจะทำให้ช้าลงอย่างมาก

ทางแก้ที่ไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ 

โฟโตทรานซิสเตอร์ที่ขายกันมีอยู่ 2 แบบ แบบสองขาซึ่งพบบ่อยที่สุด กับแบบสามขาที่มีขาพิเศษเพิ่มมา

  1. แบบสองขาระวังเรื่องเซนเซอร์ค้าง ซึ่งต้องลดความไวแสงลงและจ่ายไฟให้สูงขึ้น
  2. แบบสามขาจะมีขาที่สามที่คอยระบายประจุที่ตกค้างอยู่ซึ่งก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของสองขาได้ ถ้าปล่อยขานั้นลอยไว้เฉย ๆ ใช้เวลา 8.4 ไมโครวินาที พอใส่ตัวต้านทานเข้าไป เหลือ 1.1 ไมโครวินาที 

คนส่วนใหญ่ซื้อแบบสองขา และถึงซื้อแบบสามขามาก็มักปล่อยขานั้นลอยไว้ตามค่าเริ่มต้น อีกเรื่องคือ ตำแหน่งที่ต่อตัวต้านทาน จะวางไว้ด้านบนคือฝั่งไฟเลี้ยง หรือด้านล่างคือฝั่งกราวด์ ก็ทำงานได้ทั้งคู่ ต่างกันแค่ขั้วสัญญาณ วางด้านบนแล้วมีแสงเข้าแรงดันจะตก วางด้านล่างแล้วมีแสงเข้าแรงดันจะขึ้น และผลการทดลองระบุว่าวางด้านบนโดน Miller effect เต็ม ๆ ส่วนแบบวางด้านล่างแทบไม่โดนเลย จึงเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เพดานลิมิตที่ขยับไม่ได้

เทคนิคทั้งหมดข้างบนช่วยให้เข้าใกล้ขีดจำกัดได้ แต่ไม่ทะลุเกินขอบเขต Electronics Notes ระบุว่า โฟโตทรานซิสเตอร์ซิลิคอนทั่วไปรับได้ราวสองแสนห้าหมื่นครั้งต่อวินาที

มีรุ่นที่เร็วกว่านี้หลายพันเท่าอยู่จริง ใช้วัสดุพิเศษคนละชนิดกัน แต่ต้นทุนผลิตสูงจนแทบไม่มีใครขายทั่วไป ที่มันช้าจึงเป็นเพราะนี่คือราคาที่ถูกที่สุด ไม่ใช่เพราะมันช้าโดยธรรมชาติ

ถอดเครื่องขยายออกแล้วต้องสร้างเอง

ถ้าอยากเร็วกว่าหนึ่งไมโครวินาที ให้ทิ้งเครื่องขยายที่ติดมาไปเลย ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นโฟโตไดโอดแค่นี้ก็เร็วขึ้นมากแล้ว ส่วนที่วิ่งถึงระดับนาโนวินาทีคือ อุปกรณ์ที่ทำมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ แต่ใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด ปัญหาคือ สัญญาณที่เหลือเบาเกินกว่าจะเอาไปใช้ ต้องสร้างเครื่องขยายเอง ความยากจึงแค่ย้ายที่ ไม่ได้หายไป

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

ทำไมโฟโตทรานซิสเตอร์ถึงตามไม่ทัน และเมื่อไรควรเปลี่ยนไปใช้โฟโตไดโอด

การทำความเข้าใจโฟโตไดโอดและโฟโตทรานซิสเตอร์จะช่วยให้คุณเลือกเซนเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบสวิตชิ่งความเร็วสูงได้

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

ตัวเลขบนหน้าจอในสายการผลิตไม่ตรงกับตัวเลขจริงอาจเป็นเพราะระบบผิดพลาดใช่หรือไม่ หนึ่งในสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้นอกจากโค้ดมีปัญหาแล้ว ก็ยังเกิดจากโฟโตทรานซิสเตอร์ อันเป็นผลมาจากตัวรับแสงทำงานไม่ทัน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้มีราคาที่ถูกและมันก็เหมาะกับโหมดสวิตช์ แต่มันมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วหนึ่งเท่านั้น

สวิตช์ในที่นี้หมายถึงอะไร 

คำว่าสวิตช์ในที่นี้หมายถึง การทำงานของเซนเซอร์ที่เปิดและปิดไปมา คล้ายกับสวิตช์ไฟ กล่าวคือ มีแสงคือ เปิด ส่วนไม่มีแสงคือ ปิด และสิ่งที่เราสนใจคือ ระยะเวลาที่สลับจากเปิดเป็นปิดในหนึ่งครั้ง โดยหน่วยวัดจะเป็นนาโนวินาที และไมโครวินาทีซึ่งยิ่งน้อยแปลว่า ยิ่งเร็วมากเท่านั้น

ข้างในโฟโตทรานซิสเตอร์มีโฟโตไดโอดอยู่แล้ว  

อันที่จริงแล้วสองอย่างนี้มันคือสิ่งเดียวกัน มีรายงานจาก EG&G Optoelectronics ระบุไว้ว่า โฟโตไดโอดต่ออยู่กับทรานซิสเตอร์ โฟโตไดโอดทำหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นกระแสไฟ ส่วนทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่ขยายกระแสนั้นให้แรงขึ้น โดยข้อมูลจาก Electronics Notes บอกคร่าว ๆ ว่า ในห้องแสงปกติ โฟโตไดโอดให้กระแสอยู่ที่หนึ่งหน่วย ส่วนโฟโตทรานซิสเตอร์ให้ประมาณหนึ่งร้อยหน่วย แรงกว่ากันประมาณร้อยเท่า

ทำไมตัวที่แรงกว่าถึงช้ากว่า

อยากได้สัญญาณแรง ต้องเก็บแสงให้ได้มาก อยากเก็บแสงได้มาก ต้องทำหน้ารับแสงให้ใหญ่ขึ้น ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ของที่มีพื้นที่ใหญ่จะกักเก็บประจุไฟฟ้าไว้ได้เยอะ ลองนึกถึงฟองน้ำก้อนใหญ่ที่อมน้ำไว้ แต่ตอนจะบีบให้แห้งก็ใช้เวลานานกว่าประจุที่ค้างอยู่ข้างในออกจนหมด นี่คือ สาเหตุหลักที่ทำให้เซนเซอร์ปิดไม่ทัน เพราะมันยังคิดว่าสว่างอยู่ ทั้งที่แสงดับไปแล้ว ซึ่ง Vishay วัดค่านี้ในโฟโตทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งแล้วค้นพบว่า ถ้าจ่ายไฟเข้าไปแรงขึ้น ค่าการเก็บประจุจะลดลงประมาณสามเท่า

ทาง EG&G ได้สรุปปรากฏการณ์ของ Miller Effect เอาไว้ว่า ถ้าพื้นที่รับแสงเท่ากัน ยิ่งขยายแรงเท่าไหร่ ยิ่งช้ามากขึ้นเท่านั้น ความไวแสงกับความเร็วเฉกเช่นเดียวกัน หมุนไปทางหนึ่งได้ อีกทางก็ต้องเสีย เพราะว่าตัวรับแสงมันมีขนาดใหญ่กว่าขนาดจริงหลายเท่า และตัวคูณที่ทำให้มันใหญ่ขึ้นก็คือ อัตราขยายของตัวมันเอง เคยมีการทดลองเรื่องนี้เกิดขึ้นโดยใช้โฟโตทรานซิสเตอร์กับทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดรูรับแสงต่างกันมาทดสอบ อันที่รูใหญ่กว่าความเร็วลดลงหลายเท่าเมื่อเทียบกับอีกตัวที่ขนาดรูเล็กกว่า

ตัวเลขในคู่มือวัดอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คุณคิด

ระยะเวลาสวิตช์ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ที่หนึ่งถึงสิบไมโครวินาที ซึ่งมันคือ ค่าที่ได้จากการต่อกับตัวต้านทานขนาดหนึ่งร้อยโอห์มกับเซนเซอร์เข้าด้วยกัน แต่จากข้อมูลในคู่มือ AN-3005 ของ Onsemi ที่ใช้กันทั่วโลก เขาแนะนำว่า ถ้าจะใช้งานแบบสวิตช์ ให้ใช้ตัวต้านทานห้าพันโอห์มขึ้นไป จะได้สัญญาณสูงต่ำชัดเจน ไม่มีเอกสารฉบับไหนเอาสองตัวเลขนี้มาวางเทียบข้างกัน เพราะคนละบริษัทคนละวัตถุประสงค์ บริษัทหนึ่งกำลังรายงานผลทดสอบ อีกบริษัทกำลังแนะนำวิธีใช้งาน

ปิดช้ากว่าเปิด 

มีคำอธิบายไว้ว่า ตามหลักแล้วเวลาเปิดกับเวลาปิดควรเท่ากัน จะไม่เท่ากันก็ต่อเมื่อแสงแรงเกินไปจนเซนเซอร์รวน ประจุจะสะสมค้างอยู่ข้างใน แล้วเวลาปิดจะยาวกว่าเวลาเปิดมาก อีกทั้งการที่ให้เซนเซอร์อยู่แค่สองสถานะ ปิดสนิทกับเปิดจะทำให้ช้าลงอย่างมาก

ทางแก้ที่ไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ 

โฟโตทรานซิสเตอร์ที่ขายกันมีอยู่ 2 แบบ แบบสองขาซึ่งพบบ่อยที่สุด กับแบบสามขาที่มีขาพิเศษเพิ่มมา

  1. แบบสองขาระวังเรื่องเซนเซอร์ค้าง ซึ่งต้องลดความไวแสงลงและจ่ายไฟให้สูงขึ้น
  2. แบบสามขาจะมีขาที่สามที่คอยระบายประจุที่ตกค้างอยู่ซึ่งก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของสองขาได้ ถ้าปล่อยขานั้นลอยไว้เฉย ๆ ใช้เวลา 8.4 ไมโครวินาที พอใส่ตัวต้านทานเข้าไป เหลือ 1.1 ไมโครวินาที 

คนส่วนใหญ่ซื้อแบบสองขา และถึงซื้อแบบสามขามาก็มักปล่อยขานั้นลอยไว้ตามค่าเริ่มต้น อีกเรื่องคือ ตำแหน่งที่ต่อตัวต้านทาน จะวางไว้ด้านบนคือฝั่งไฟเลี้ยง หรือด้านล่างคือฝั่งกราวด์ ก็ทำงานได้ทั้งคู่ ต่างกันแค่ขั้วสัญญาณ วางด้านบนแล้วมีแสงเข้าแรงดันจะตก วางด้านล่างแล้วมีแสงเข้าแรงดันจะขึ้น และผลการทดลองระบุว่าวางด้านบนโดน Miller effect เต็ม ๆ ส่วนแบบวางด้านล่างแทบไม่โดนเลย จึงเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เพดานลิมิตที่ขยับไม่ได้

เทคนิคทั้งหมดข้างบนช่วยให้เข้าใกล้ขีดจำกัดได้ แต่ไม่ทะลุเกินขอบเขต Electronics Notes ระบุว่า โฟโตทรานซิสเตอร์ซิลิคอนทั่วไปรับได้ราวสองแสนห้าหมื่นครั้งต่อวินาที

มีรุ่นที่เร็วกว่านี้หลายพันเท่าอยู่จริง ใช้วัสดุพิเศษคนละชนิดกัน แต่ต้นทุนผลิตสูงจนแทบไม่มีใครขายทั่วไป ที่มันช้าจึงเป็นเพราะนี่คือราคาที่ถูกที่สุด ไม่ใช่เพราะมันช้าโดยธรรมชาติ

ถอดเครื่องขยายออกแล้วต้องสร้างเอง

ถ้าอยากเร็วกว่าหนึ่งไมโครวินาที ให้ทิ้งเครื่องขยายที่ติดมาไปเลย ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นโฟโตไดโอดแค่นี้ก็เร็วขึ้นมากแล้ว ส่วนที่วิ่งถึงระดับนาโนวินาทีคือ อุปกรณ์ที่ทำมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ แต่ใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด ปัญหาคือ สัญญาณที่เหลือเบาเกินกว่าจะเอาไปใช้ ต้องสร้างเครื่องขยายเอง ความยากจึงแค่ย้ายที่ ไม่ได้หายไป

Related articles