วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

เรียนรู้ว่าวงจรแอนะล็อกแบบนิวโรมอร์ฟิกจำลองการทำงานของสมองมนุษย์บนซิลิคอนได้อย่างไร

วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

ถ้าเราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและเรียนรู้ได้เหมือนมนุษย์ ใช้ข้อมูลน้อย และสามารถปรับตัวได้ด้วยตัวเอง นั่นคือเป้าหมายของการสร้าง AI ขึ้นมา ซึ่ง Neuromorphic กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของ AI ในยุคปัจจุบันนี้

ทำไม AI แบบเดิมถึงไม่พอ 

ทุกวันนี้ AI ที่เราใช้กันอยู่ อาทิ เช่น ChatGPT Claude  หรือ Gemini ต่างก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มากและกินไฟมหาศาล อีกทั้งยังต้องการข้อมูลเป็นจำนวนมากในการเรียนรู้ ลองนึกภาพว่า การฝึก AI หนึ่งครั้งใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าบ้านหลายร้อยหลังอยู่นานหลายเดือน และยังต้องทำซ้ำทุกครั้งที่ต้องการอัปเดต ทำให้นักวิจัยเริ่มตั้งคำถามว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ไหม โดยเอาสมองมนุษย์มาเป็นต้นแบบ เพราะสมองของเราใช้พลังงานเพียงเท่ากับหลอดไฟ 20 วัตต์ แต่ทำสิ่งที่ซับซ้อนได้ดีกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจดจำใบหน้าคน การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จากตัวอย่างเพียงไม่กี่ครั้ง หรือการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน 

นิวรอนซิลิกอน: เซลล์สมองบนแผงวงจร 

หัวใจของการออกแบบปัญญาประดิษฐ์คือการสร้าง "นิวรอนซิลิกอน" บนแผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งทำงานคล้ายกับเซลล์สมองจริง ๆ ทีมวิจัยจาก ETH Zurich นำโดย Giacomo Indiveri ได้พัฒนาวงจรที่ทำงานในโหมดกระแสต่ำมาก เปรียบเสมือนกับเซลล์สมองที่รอรับสัญญาณ พอสัญญาณมาถึงระดับหนึ่งก็จะยิงสัญญาณออกไป แล้วพักก่อนจะพร้อมยิงครั้งต่อไป ซึ่งตรงกับวิธีที่เซลล์ประสาทจริงในสมองของเราส่งข้อมูลหากัน วงจรนี้ยังมี "ซินแนปส์ซิลิกอน (Silicon Synapse)" ที่เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ซึ่งสามารถแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแอลงได้ตามการใช้งาน เหมือนเส้นทางที่ยิ่งเดินบ่อยก็ยิ่งชัดขึ้น นั่นคือพื้นฐานของการเรียนรู้และความจำในระดับฮาร์ดแวร์ 

OZ: นิวรอนที่ตั้งโปรแกรมได้

โดยปกติแล้ววงจรนิวรอนแบบเก่าจะถูกออกแบบมาตายตัวตั้งแต่ผลิต เหมือนรีโมททีวีที่ปุ่มแต่ละปุ่มทำได้แค่อย่างเดียว จะเปลี่ยนให้ทำอย่างอื่นไม่ได้เลยถ้าไม่ผลิตใหม่

Hazan และ Ezra Tsur (2021) แก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างนิวรอนที่มีชื่อว่า OZ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาขณะทำงาน เหมือนสมาร์ทโฟนที่แอปเดิมอัปเดตได้โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ เราสามารถบอกให้นิวรอนแต่ละตัวเริ่มยิงสัญญาณเมื่อไหร่ และยิงแรงแค่ไหน ได้แบบ Real-time ผลที่ได้คือ แทนที่จะต้องใช้นิวรอนจำนวนมากเพื่อครอบคลุมข้อมูลทุกรูปแบบ แต่เราแค่ปรับนิวรอนไม่กี่ตัวให้ทำงานตรงตามจุดที่เราต้องการ ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานและประมวลผลได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

วงจรที่เรียนรู้และจดจำได้เหมือนสมองจริง 

AI แบบเดิมมีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ ลืมของเก่าเมื่อเรียนของใหม่ นักวิจัยจาก ETH Zurich จึงออกแบบวงจรที่แก้ปัญหานี้ได้ วงจรนี้มีนิวรอนสองกลุ่มที่ทำงานควบคู่กัน กลุ่มแรกทำหน้าที่กระตุ้น กลุ่มที่สองทำหน้าที่ห้ามปราม เหมือนมีคนเหยียบคันเร่งกับคนเหยียบเบรกอยู่ในรถคันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายถ่วงดุลกันจนระบบทำงานได้เสถียรและแม่นยำ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ระบบรู้จักเวลาที่ควรเรียนและเวลาที่ควรหยุดเรียนด้วยตัวเอง เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนนักเรียนที่ตั้งใจเรียนตอนอยู่ในห้อง แต่พอออกมานอกห้องก็ใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานได้เลยโดยไม่อาการสับสน และถึงแม้ตัววงจรเองจะมีข้อผิดพลาดถึง 20% แต่ระบบก็ยังทำงานได้อย่างถูกต้อง

Memristor: ตัวต้านทานที่เก็บค่าความจำได้ 

ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ถ้าปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยประมวลผลจะหายไปทันที แต่ Memristor แก้ปัญหานี้ได้ มันเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จำค่าสุดท้ายของตัวเองไว้แม้ไฟฟ้าจะดับ เลยทำให้ Memristor เหมาะสมอย่างมากกับการเป็น "ซินแนปส์ปลอม" เพราะซินแนปส์ในสมองก็ทำงานแบบเดียวกัน คือเก็บค่าระดับความแข็งแรงของการเชื่อมต่อไว้ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานตลอดเวลา ต่างจากชิปดิจิทัลแบบเดิมที่ต้องกินไฟตลอดเพื่อรักษาข้อมูลเอาไว้

อนาคตของ AI ที่เรียนรู้แบบสมองมนุษย์ 

ทั้งหมดที่กล่าวมาชี้ไปทิศทางเดียวกัน นั่นคือ AI รุ่นต่อไปไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือกินไฟมาก แต่ต้องฉลาดในแบบที่สมองเป็น กล่าวคือ สามารถเรียนรู้ได้เองในอุปกรณ์เล็ก ๆ ไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ Cloud และทนต่อความผิดพลาดได้ อีกทั้งไม่ลืมของเก่าเมื่อเรียนของใหม่ เหมือนคนที่เรียนขี่จักรยานแล้วก็จำได้ตลอดชีวิต แม้ไม่ได้ขี่มานานหลายปี ซึ่งสมองได้สอนบทเรียนนี้ให้เรามาแล้วนานหลายล้านปี และตอนนี้เอง วิศวกรกำลังพยายามพัฒนานำมันมาใส่ไว้ในวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

เรียนรู้ว่าวงจรแอนะล็อกแบบนิวโรมอร์ฟิกจำลองการทำงานของสมองมนุษย์บนซิลิคอนได้อย่างไร

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

เรียนรู้ว่าวงจรแอนะล็อกแบบนิวโรมอร์ฟิกจำลองการทำงานของสมองมนุษย์บนซิลิคอนได้อย่างไร

ถ้าเราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและเรียนรู้ได้เหมือนมนุษย์ ใช้ข้อมูลน้อย และสามารถปรับตัวได้ด้วยตัวเอง นั่นคือเป้าหมายของการสร้าง AI ขึ้นมา ซึ่ง Neuromorphic กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของ AI ในยุคปัจจุบันนี้

ทำไม AI แบบเดิมถึงไม่พอ 

ทุกวันนี้ AI ที่เราใช้กันอยู่ อาทิ เช่น ChatGPT Claude  หรือ Gemini ต่างก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มากและกินไฟมหาศาล อีกทั้งยังต้องการข้อมูลเป็นจำนวนมากในการเรียนรู้ ลองนึกภาพว่า การฝึก AI หนึ่งครั้งใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าบ้านหลายร้อยหลังอยู่นานหลายเดือน และยังต้องทำซ้ำทุกครั้งที่ต้องการอัปเดต ทำให้นักวิจัยเริ่มตั้งคำถามว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ไหม โดยเอาสมองมนุษย์มาเป็นต้นแบบ เพราะสมองของเราใช้พลังงานเพียงเท่ากับหลอดไฟ 20 วัตต์ แต่ทำสิ่งที่ซับซ้อนได้ดีกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจดจำใบหน้าคน การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จากตัวอย่างเพียงไม่กี่ครั้ง หรือการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน 

นิวรอนซิลิกอน: เซลล์สมองบนแผงวงจร 

หัวใจของการออกแบบปัญญาประดิษฐ์คือการสร้าง "นิวรอนซิลิกอน" บนแผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งทำงานคล้ายกับเซลล์สมองจริง ๆ ทีมวิจัยจาก ETH Zurich นำโดย Giacomo Indiveri ได้พัฒนาวงจรที่ทำงานในโหมดกระแสต่ำมาก เปรียบเสมือนกับเซลล์สมองที่รอรับสัญญาณ พอสัญญาณมาถึงระดับหนึ่งก็จะยิงสัญญาณออกไป แล้วพักก่อนจะพร้อมยิงครั้งต่อไป ซึ่งตรงกับวิธีที่เซลล์ประสาทจริงในสมองของเราส่งข้อมูลหากัน วงจรนี้ยังมี "ซินแนปส์ซิลิกอน (Silicon Synapse)" ที่เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ซึ่งสามารถแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแอลงได้ตามการใช้งาน เหมือนเส้นทางที่ยิ่งเดินบ่อยก็ยิ่งชัดขึ้น นั่นคือพื้นฐานของการเรียนรู้และความจำในระดับฮาร์ดแวร์ 

OZ: นิวรอนที่ตั้งโปรแกรมได้

โดยปกติแล้ววงจรนิวรอนแบบเก่าจะถูกออกแบบมาตายตัวตั้งแต่ผลิต เหมือนรีโมททีวีที่ปุ่มแต่ละปุ่มทำได้แค่อย่างเดียว จะเปลี่ยนให้ทำอย่างอื่นไม่ได้เลยถ้าไม่ผลิตใหม่

Hazan และ Ezra Tsur (2021) แก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างนิวรอนที่มีชื่อว่า OZ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาขณะทำงาน เหมือนสมาร์ทโฟนที่แอปเดิมอัปเดตได้โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ เราสามารถบอกให้นิวรอนแต่ละตัวเริ่มยิงสัญญาณเมื่อไหร่ และยิงแรงแค่ไหน ได้แบบ Real-time ผลที่ได้คือ แทนที่จะต้องใช้นิวรอนจำนวนมากเพื่อครอบคลุมข้อมูลทุกรูปแบบ แต่เราแค่ปรับนิวรอนไม่กี่ตัวให้ทำงานตรงตามจุดที่เราต้องการ ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานและประมวลผลได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

วงจรที่เรียนรู้และจดจำได้เหมือนสมองจริง 

AI แบบเดิมมีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ ลืมของเก่าเมื่อเรียนของใหม่ นักวิจัยจาก ETH Zurich จึงออกแบบวงจรที่แก้ปัญหานี้ได้ วงจรนี้มีนิวรอนสองกลุ่มที่ทำงานควบคู่กัน กลุ่มแรกทำหน้าที่กระตุ้น กลุ่มที่สองทำหน้าที่ห้ามปราม เหมือนมีคนเหยียบคันเร่งกับคนเหยียบเบรกอยู่ในรถคันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายถ่วงดุลกันจนระบบทำงานได้เสถียรและแม่นยำ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ระบบรู้จักเวลาที่ควรเรียนและเวลาที่ควรหยุดเรียนด้วยตัวเอง เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนนักเรียนที่ตั้งใจเรียนตอนอยู่ในห้อง แต่พอออกมานอกห้องก็ใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานได้เลยโดยไม่อาการสับสน และถึงแม้ตัววงจรเองจะมีข้อผิดพลาดถึง 20% แต่ระบบก็ยังทำงานได้อย่างถูกต้อง

Memristor: ตัวต้านทานที่เก็บค่าความจำได้ 

ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ถ้าปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยประมวลผลจะหายไปทันที แต่ Memristor แก้ปัญหานี้ได้ มันเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จำค่าสุดท้ายของตัวเองไว้แม้ไฟฟ้าจะดับ เลยทำให้ Memristor เหมาะสมอย่างมากกับการเป็น "ซินแนปส์ปลอม" เพราะซินแนปส์ในสมองก็ทำงานแบบเดียวกัน คือเก็บค่าระดับความแข็งแรงของการเชื่อมต่อไว้ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานตลอดเวลา ต่างจากชิปดิจิทัลแบบเดิมที่ต้องกินไฟตลอดเพื่อรักษาข้อมูลเอาไว้

อนาคตของ AI ที่เรียนรู้แบบสมองมนุษย์ 

ทั้งหมดที่กล่าวมาชี้ไปทิศทางเดียวกัน นั่นคือ AI รุ่นต่อไปไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือกินไฟมาก แต่ต้องฉลาดในแบบที่สมองเป็น กล่าวคือ สามารถเรียนรู้ได้เองในอุปกรณ์เล็ก ๆ ไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ Cloud และทนต่อความผิดพลาดได้ อีกทั้งไม่ลืมของเก่าเมื่อเรียนของใหม่ เหมือนคนที่เรียนขี่จักรยานแล้วก็จำได้ตลอดชีวิต แม้ไม่ได้ขี่มานานหลายปี ซึ่งสมองได้สอนบทเรียนนี้ให้เรามาแล้วนานหลายล้านปี และตอนนี้เอง วิศวกรกำลังพยายามพัฒนานำมันมาใส่ไว้ในวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กต่อไป

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

บทความที่เกี่ยวข้อง

วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

วงจรอนาล็อก Neuromorphic: จากทฤษฎีสู่การออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมอง

เรียนรู้ว่าวงจรแอนะล็อกแบบนิวโรมอร์ฟิกจำลองการทำงานของสมองมนุษย์บนซิลิคอนได้อย่างไร

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

ถ้าเราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและเรียนรู้ได้เหมือนมนุษย์ ใช้ข้อมูลน้อย และสามารถปรับตัวได้ด้วยตัวเอง นั่นคือเป้าหมายของการสร้าง AI ขึ้นมา ซึ่ง Neuromorphic กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของ AI ในยุคปัจจุบันนี้

ทำไม AI แบบเดิมถึงไม่พอ 

ทุกวันนี้ AI ที่เราใช้กันอยู่ อาทิ เช่น ChatGPT Claude  หรือ Gemini ต่างก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มากและกินไฟมหาศาล อีกทั้งยังต้องการข้อมูลเป็นจำนวนมากในการเรียนรู้ ลองนึกภาพว่า การฝึก AI หนึ่งครั้งใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าบ้านหลายร้อยหลังอยู่นานหลายเดือน และยังต้องทำซ้ำทุกครั้งที่ต้องการอัปเดต ทำให้นักวิจัยเริ่มตั้งคำถามว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ไหม โดยเอาสมองมนุษย์มาเป็นต้นแบบ เพราะสมองของเราใช้พลังงานเพียงเท่ากับหลอดไฟ 20 วัตต์ แต่ทำสิ่งที่ซับซ้อนได้ดีกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจดจำใบหน้าคน การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จากตัวอย่างเพียงไม่กี่ครั้ง หรือการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน 

นิวรอนซิลิกอน: เซลล์สมองบนแผงวงจร 

หัวใจของการออกแบบปัญญาประดิษฐ์คือการสร้าง "นิวรอนซิลิกอน" บนแผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งทำงานคล้ายกับเซลล์สมองจริง ๆ ทีมวิจัยจาก ETH Zurich นำโดย Giacomo Indiveri ได้พัฒนาวงจรที่ทำงานในโหมดกระแสต่ำมาก เปรียบเสมือนกับเซลล์สมองที่รอรับสัญญาณ พอสัญญาณมาถึงระดับหนึ่งก็จะยิงสัญญาณออกไป แล้วพักก่อนจะพร้อมยิงครั้งต่อไป ซึ่งตรงกับวิธีที่เซลล์ประสาทจริงในสมองของเราส่งข้อมูลหากัน วงจรนี้ยังมี "ซินแนปส์ซิลิกอน (Silicon Synapse)" ที่เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ซึ่งสามารถแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแอลงได้ตามการใช้งาน เหมือนเส้นทางที่ยิ่งเดินบ่อยก็ยิ่งชัดขึ้น นั่นคือพื้นฐานของการเรียนรู้และความจำในระดับฮาร์ดแวร์ 

OZ: นิวรอนที่ตั้งโปรแกรมได้

โดยปกติแล้ววงจรนิวรอนแบบเก่าจะถูกออกแบบมาตายตัวตั้งแต่ผลิต เหมือนรีโมททีวีที่ปุ่มแต่ละปุ่มทำได้แค่อย่างเดียว จะเปลี่ยนให้ทำอย่างอื่นไม่ได้เลยถ้าไม่ผลิตใหม่

Hazan และ Ezra Tsur (2021) แก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างนิวรอนที่มีชื่อว่า OZ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาขณะทำงาน เหมือนสมาร์ทโฟนที่แอปเดิมอัปเดตได้โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ เราสามารถบอกให้นิวรอนแต่ละตัวเริ่มยิงสัญญาณเมื่อไหร่ และยิงแรงแค่ไหน ได้แบบ Real-time ผลที่ได้คือ แทนที่จะต้องใช้นิวรอนจำนวนมากเพื่อครอบคลุมข้อมูลทุกรูปแบบ แต่เราแค่ปรับนิวรอนไม่กี่ตัวให้ทำงานตรงตามจุดที่เราต้องการ ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานและประมวลผลได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

วงจรที่เรียนรู้และจดจำได้เหมือนสมองจริง 

AI แบบเดิมมีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ ลืมของเก่าเมื่อเรียนของใหม่ นักวิจัยจาก ETH Zurich จึงออกแบบวงจรที่แก้ปัญหานี้ได้ วงจรนี้มีนิวรอนสองกลุ่มที่ทำงานควบคู่กัน กลุ่มแรกทำหน้าที่กระตุ้น กลุ่มที่สองทำหน้าที่ห้ามปราม เหมือนมีคนเหยียบคันเร่งกับคนเหยียบเบรกอยู่ในรถคันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายถ่วงดุลกันจนระบบทำงานได้เสถียรและแม่นยำ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ระบบรู้จักเวลาที่ควรเรียนและเวลาที่ควรหยุดเรียนด้วยตัวเอง เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนนักเรียนที่ตั้งใจเรียนตอนอยู่ในห้อง แต่พอออกมานอกห้องก็ใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานได้เลยโดยไม่อาการสับสน และถึงแม้ตัววงจรเองจะมีข้อผิดพลาดถึง 20% แต่ระบบก็ยังทำงานได้อย่างถูกต้อง

Memristor: ตัวต้านทานที่เก็บค่าความจำได้ 

ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ถ้าปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยประมวลผลจะหายไปทันที แต่ Memristor แก้ปัญหานี้ได้ มันเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จำค่าสุดท้ายของตัวเองไว้แม้ไฟฟ้าจะดับ เลยทำให้ Memristor เหมาะสมอย่างมากกับการเป็น "ซินแนปส์ปลอม" เพราะซินแนปส์ในสมองก็ทำงานแบบเดียวกัน คือเก็บค่าระดับความแข็งแรงของการเชื่อมต่อไว้ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานตลอดเวลา ต่างจากชิปดิจิทัลแบบเดิมที่ต้องกินไฟตลอดเพื่อรักษาข้อมูลเอาไว้

อนาคตของ AI ที่เรียนรู้แบบสมองมนุษย์ 

ทั้งหมดที่กล่าวมาชี้ไปทิศทางเดียวกัน นั่นคือ AI รุ่นต่อไปไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือกินไฟมาก แต่ต้องฉลาดในแบบที่สมองเป็น กล่าวคือ สามารถเรียนรู้ได้เองในอุปกรณ์เล็ก ๆ ไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ Cloud และทนต่อความผิดพลาดได้ อีกทั้งไม่ลืมของเก่าเมื่อเรียนของใหม่ เหมือนคนที่เรียนขี่จักรยานแล้วก็จำได้ตลอดชีวิต แม้ไม่ได้ขี่มานานหลายปี ซึ่งสมองได้สอนบทเรียนนี้ให้เรามาแล้วนานหลายล้านปี และตอนนี้เอง วิศวกรกำลังพยายามพัฒนานำมันมาใส่ไว้ในวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กต่อไป

Related articles