หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

การทดสอบถูกปฏิวัติด้วยหัววัดเฉพาะทางที่ผสานรวมระบบการวัดแบบสัมผัสที่มีความแม่นยำสูง และระบบการวัดแบบไร้สัมผัสความเร็วสูง

หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการลดขนาด หรือ การย่อส่วน และ ความซับซ้อนทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ตั้งแต่ขนาดที่เล็กกว่า 5 นาโนเมตรไปจนถึงแผงวงจรพีซีบีบอร์ด (PCB) และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น MEMS  นำไปสู่การพิสูจน์คุณภาพและวิธีการทดสอบชิ้นงาน ที่สร้างขึ้น การตรวจวัดค่าความถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยการใช้หัววัด หรือ ที่เรียกอีกอย่างนึงว่า Prob ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่อยู่ในการทดสอบ (DUT) และเครื่องมือวัด

 วิวัฒนาการเทคโนโลยีการตรวจวัดนั้นแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ ระบบการตรวจวัดแบบสัมผัส (Contact Systems) ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และระบบการตรวจวัดไร้สัมผัส (Non-Contact Systems) ที่มีความก้าวหน้าทันสมัย แต่ละแนวทางล้วนขับเคลื่อนนวัตกรรมและชิ้นงานอิเล็กทรอกนิกส์ในปัจจุบัน

ทำไมการตรวจวัดเฉพาะทาง (Advance Probes) เป็นสิ่งจำเป็น

แรงผลักดันหลักสำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยีการตรวจสอบ หรือ การตรวจวัด (Prob Technology) มาจากกฎของฟิสิกส์บวกกับมาตราส่วนทางเรขาคณิต เมื่อจำนวนทรานซิสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขนาดของฟีเจอร์ลดลงสู่ระดับ อะตอม ขนาดของหัววัดแบบเดิมจไม่สามารถตรวจสอบการวัดค่าที่ถูกต้องได้ จากสาเหตุดังนี้

  • ความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายเรื่องอินเทอร์เฟซกับชิ้นงาน หรือ วัสดุ 
  • ประสิทธิภาพทางไฟฟ้าที่ลดลง เนื่องจากตัวหัววัด 
  • ข้อจำกัดด้านวิวัฒนาการและการพัฒนาของวงจรรวม IC 3 มิติ หรือ การออกแบบระบบในแพ็คเกจ (SiP: system-in-package)
  • ข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์การใช้งานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ไข ด้วยวิธีการตรวจวัดที่สามารถทำงานได้ แม่นยำ ในสภาวะเงื่อนไขต่างๆ เช่น จำนวนสัญญาณที่มากขึ้น ความถี่ที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบจากวัดน้อยที่สุด นั่นก็คือ นวัตกรรมการตรวจวัดแบบสัมผัส และแบบไร้สัมผัส 

ระบบตรวจวัดแบบสัมผัส (Contact Probing Systems)

การตรวจวัดแบบสัมผัสเป็นเครื่องมือหลักในการทดสอบระดับเวเฟอร์ (Wafer) ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น จากยุคสมัยที่ใช้เข็มตรวจวัดขนาดใหญ่ ซึ่งเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหาย ถูกแทนที่ด้วยด้วยไมโครแมชชีนและวิศวกรรมขั้น สูง

  • คานยื่นแบบไมโครแมชชีนและการ์ดโพรบแนวตั้ง ( Micro-Machined Cantilevers and Vertical Probe Cards) คือ การ์ดโพรบสมัยใหม่ที่ใช้ กระบวนการโฟโตลิโทกราฟี (Photolithography) และ ระบบไมโครอิเล็ก โทรแมคคานิคส์ (MEMS) สร้างคานยื่นแบบไมโครสโคปิก หรือ คานแนวตั้ง หัววัดเหล่านี้ยกระดับการควบคุมการเคลื่อนที่แบบระนาบ และมีความแม่นยำ สูงขึ้น  เพียงลากผ่านพื้นผิว ด้วยการขยับเลื่อนเพียงเล็กน้อยที่ปลายหัววัด ก็สามารถทะลุผ่านชั้นออกไซด์บนแผ่นโลหะอย่างอะลูมิเนียมได้  

วิธีนี้ช่วยลดความเสียหายของแผ่นชิ้นงาน และ สัมผัสถึงการวัดไฟฟ้าที่น่า เชื่อถือและมีความต้านทานทางไฟฟ้าต่ำเช่น แผ่นทองแดงที่มีชั้นออกไซด์ น้อย หัววัดและรูปแบบการวัดจึงเป็นแบบพิเศษที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อป้องกันการสัมผัสปลายหัววัดที่อาจจะได้รับความเสียหายและปนเปื้อน

  • ความสามารถในการจัดการความถี่สูงและความร้อน (High-Frequency and Thermal Management Capabilities) เมื่ออัตราข้อมูลเกิน 100 Gbps ตัวโพรบจะกลายเป็นสายส่งที่สำคัญ โพรบเฉพาะทางแบบสัมผัสนี้ได้รับ การออกแบบโครงสร้างแบบอิมพีแดนซ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ มีการกำหนดค่า กราวด์-สัญญาณ-กราวด์ (GSG: ground-signal-ground) ในตัวเพื่อลด สัญญาณรบกวน และการสูญเสียสัญญาณ ในขณะเดียวกัน การจัดการ ความร้อนก็เป็นประเด็นสำคัญ ระบบหัวจับความร้อนสามารถควบคุม อุณหภูมิเวเฟอร์ได้ตั้งแต่ -55°C ถึง +150°C ส่วนตัวโพรบเองก็ถูกออกแบบ ให้ระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่มีกำลังไฟฟ้าสูง ป้องกันความร้อนระหว่างการทดสอบ และมีประสิทธิภาพที่แม่นยำ

ระบบตรวจวัดแบบไร้สัมผัส (Non-Contact Probing Systems)

ใช้ในการทำงานที่สัมผัสทางกายภาพไม่ได้ การตรวจวัดแบบไร้สัมผัสจึง เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ วิธีการเหล่านี้ใช้พลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อการกระตุ้นและตรวจวัดทดสอบ DUT โดยไม่ต้องเชื่อมต่อไฟฟ้าโดยตรง

  • การตรวจสอบด้วยอิเล็กโทรออปติก (Electro-Optical Probing) การควบคุมด้วยความแม่นยำของเลเซอร์ หนึ่งในเทคนิคไร้สัมผัสที่ก้าวหน้า ที่สุดคือ  การตรวจสอบด้วยอิเล็กโทรออปติก ที่ใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ Franz-Keldysh ในซิลิคอน หรือปรากฏการณ์ Pockels ในวัสดุอื่นๆ ทำให้สนามไฟฟ้าภายในวงจรเปลี่ยนคุณสมบัติทางแสง ลำแสงเลเซอร์ที่ โฟกัสจะถูกส่งไปยังทรานซิสเตอร์ หรือ ตัวนำ แสงที่สะท้อน หรือ ส่งผ่าน จะถูกปรับโดยสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงภายในอุปกรณ์ ด้วยการถอดรหัส (Decode) ระบบสามารถสร้างรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าภายในได้ วิศวกรจึงสามารถวิเคราะห์เวลาและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบนวงจรที่ทำงาน ได้อย่างแม่นยำด้วยความละเอียดในหน่วยของพิโกวินาที (picosecond resolution) 

-การวิเคราะห์วงจรอัลตราโซนิกพิโควินาที (PUCA: Picosecond Ultrasonic Circuit Analysis) สำหรับการวิเคราะห์ความเสียหายที่ ฝังอยู่ในโครงสร้าง การวิเคราะห์วงจรอัลตราโซนิกพิโควินาที (PUCA) เป็นสิ่งจำเป็น เทคนิคนี้ใช้พัลส์เลเซอร์ระยะสั้น สร้างคลื่นเสียงความถี่สูง เดินทางเข้าสู่ชิป และความไม่ต่อเนื่องของสัญญาณนั้น ยกตัวอย่างเช่น ช่องว่างในรูพรุนของทองแดง การแยกชั้นระหว่างชั้น จะสามารถสะท้อนคลื่น เหล่านี้ได้ ดังนั้นการวิเคราะห์สัญญาณเสียงสะท้อน PUCA สามารถสร้าง ภาพสามมิติของข้อบกพร่องใต้พื้นผิว ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ที่หัววัดเชิงกลเข้าไม่ถึง

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

การทดสอบถูกปฏิวัติด้วยหัววัดเฉพาะทางที่ผสานรวมระบบการวัดแบบสัมผัสที่มีความแม่นยำสูง และระบบการวัดแบบไร้สัมผัสความเร็วสูง

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

การทดสอบถูกปฏิวัติด้วยหัววัดเฉพาะทางที่ผสานรวมระบบการวัดแบบสัมผัสที่มีความแม่นยำสูง และระบบการวัดแบบไร้สัมผัสความเร็วสูง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการลดขนาด หรือ การย่อส่วน และ ความซับซ้อนทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ตั้งแต่ขนาดที่เล็กกว่า 5 นาโนเมตรไปจนถึงแผงวงจรพีซีบีบอร์ด (PCB) และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น MEMS  นำไปสู่การพิสูจน์คุณภาพและวิธีการทดสอบชิ้นงาน ที่สร้างขึ้น การตรวจวัดค่าความถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยการใช้หัววัด หรือ ที่เรียกอีกอย่างนึงว่า Prob ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่อยู่ในการทดสอบ (DUT) และเครื่องมือวัด

 วิวัฒนาการเทคโนโลยีการตรวจวัดนั้นแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ ระบบการตรวจวัดแบบสัมผัส (Contact Systems) ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และระบบการตรวจวัดไร้สัมผัส (Non-Contact Systems) ที่มีความก้าวหน้าทันสมัย แต่ละแนวทางล้วนขับเคลื่อนนวัตกรรมและชิ้นงานอิเล็กทรอกนิกส์ในปัจจุบัน

ทำไมการตรวจวัดเฉพาะทาง (Advance Probes) เป็นสิ่งจำเป็น

แรงผลักดันหลักสำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยีการตรวจสอบ หรือ การตรวจวัด (Prob Technology) มาจากกฎของฟิสิกส์บวกกับมาตราส่วนทางเรขาคณิต เมื่อจำนวนทรานซิสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขนาดของฟีเจอร์ลดลงสู่ระดับ อะตอม ขนาดของหัววัดแบบเดิมจไม่สามารถตรวจสอบการวัดค่าที่ถูกต้องได้ จากสาเหตุดังนี้

  • ความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายเรื่องอินเทอร์เฟซกับชิ้นงาน หรือ วัสดุ 
  • ประสิทธิภาพทางไฟฟ้าที่ลดลง เนื่องจากตัวหัววัด 
  • ข้อจำกัดด้านวิวัฒนาการและการพัฒนาของวงจรรวม IC 3 มิติ หรือ การออกแบบระบบในแพ็คเกจ (SiP: system-in-package)
  • ข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์การใช้งานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ไข ด้วยวิธีการตรวจวัดที่สามารถทำงานได้ แม่นยำ ในสภาวะเงื่อนไขต่างๆ เช่น จำนวนสัญญาณที่มากขึ้น ความถี่ที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบจากวัดน้อยที่สุด นั่นก็คือ นวัตกรรมการตรวจวัดแบบสัมผัส และแบบไร้สัมผัส 

ระบบตรวจวัดแบบสัมผัส (Contact Probing Systems)

การตรวจวัดแบบสัมผัสเป็นเครื่องมือหลักในการทดสอบระดับเวเฟอร์ (Wafer) ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น จากยุคสมัยที่ใช้เข็มตรวจวัดขนาดใหญ่ ซึ่งเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหาย ถูกแทนที่ด้วยด้วยไมโครแมชชีนและวิศวกรรมขั้น สูง

  • คานยื่นแบบไมโครแมชชีนและการ์ดโพรบแนวตั้ง ( Micro-Machined Cantilevers and Vertical Probe Cards) คือ การ์ดโพรบสมัยใหม่ที่ใช้ กระบวนการโฟโตลิโทกราฟี (Photolithography) และ ระบบไมโครอิเล็ก โทรแมคคานิคส์ (MEMS) สร้างคานยื่นแบบไมโครสโคปิก หรือ คานแนวตั้ง หัววัดเหล่านี้ยกระดับการควบคุมการเคลื่อนที่แบบระนาบ และมีความแม่นยำ สูงขึ้น  เพียงลากผ่านพื้นผิว ด้วยการขยับเลื่อนเพียงเล็กน้อยที่ปลายหัววัด ก็สามารถทะลุผ่านชั้นออกไซด์บนแผ่นโลหะอย่างอะลูมิเนียมได้  

วิธีนี้ช่วยลดความเสียหายของแผ่นชิ้นงาน และ สัมผัสถึงการวัดไฟฟ้าที่น่า เชื่อถือและมีความต้านทานทางไฟฟ้าต่ำเช่น แผ่นทองแดงที่มีชั้นออกไซด์ น้อย หัววัดและรูปแบบการวัดจึงเป็นแบบพิเศษที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อป้องกันการสัมผัสปลายหัววัดที่อาจจะได้รับความเสียหายและปนเปื้อน

  • ความสามารถในการจัดการความถี่สูงและความร้อน (High-Frequency and Thermal Management Capabilities) เมื่ออัตราข้อมูลเกิน 100 Gbps ตัวโพรบจะกลายเป็นสายส่งที่สำคัญ โพรบเฉพาะทางแบบสัมผัสนี้ได้รับ การออกแบบโครงสร้างแบบอิมพีแดนซ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ มีการกำหนดค่า กราวด์-สัญญาณ-กราวด์ (GSG: ground-signal-ground) ในตัวเพื่อลด สัญญาณรบกวน และการสูญเสียสัญญาณ ในขณะเดียวกัน การจัดการ ความร้อนก็เป็นประเด็นสำคัญ ระบบหัวจับความร้อนสามารถควบคุม อุณหภูมิเวเฟอร์ได้ตั้งแต่ -55°C ถึง +150°C ส่วนตัวโพรบเองก็ถูกออกแบบ ให้ระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่มีกำลังไฟฟ้าสูง ป้องกันความร้อนระหว่างการทดสอบ และมีประสิทธิภาพที่แม่นยำ

ระบบตรวจวัดแบบไร้สัมผัส (Non-Contact Probing Systems)

ใช้ในการทำงานที่สัมผัสทางกายภาพไม่ได้ การตรวจวัดแบบไร้สัมผัสจึง เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ วิธีการเหล่านี้ใช้พลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อการกระตุ้นและตรวจวัดทดสอบ DUT โดยไม่ต้องเชื่อมต่อไฟฟ้าโดยตรง

  • การตรวจสอบด้วยอิเล็กโทรออปติก (Electro-Optical Probing) การควบคุมด้วยความแม่นยำของเลเซอร์ หนึ่งในเทคนิคไร้สัมผัสที่ก้าวหน้า ที่สุดคือ  การตรวจสอบด้วยอิเล็กโทรออปติก ที่ใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ Franz-Keldysh ในซิลิคอน หรือปรากฏการณ์ Pockels ในวัสดุอื่นๆ ทำให้สนามไฟฟ้าภายในวงจรเปลี่ยนคุณสมบัติทางแสง ลำแสงเลเซอร์ที่ โฟกัสจะถูกส่งไปยังทรานซิสเตอร์ หรือ ตัวนำ แสงที่สะท้อน หรือ ส่งผ่าน จะถูกปรับโดยสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงภายในอุปกรณ์ ด้วยการถอดรหัส (Decode) ระบบสามารถสร้างรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าภายในได้ วิศวกรจึงสามารถวิเคราะห์เวลาและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบนวงจรที่ทำงาน ได้อย่างแม่นยำด้วยความละเอียดในหน่วยของพิโกวินาที (picosecond resolution) 

-การวิเคราะห์วงจรอัลตราโซนิกพิโควินาที (PUCA: Picosecond Ultrasonic Circuit Analysis) สำหรับการวิเคราะห์ความเสียหายที่ ฝังอยู่ในโครงสร้าง การวิเคราะห์วงจรอัลตราโซนิกพิโควินาที (PUCA) เป็นสิ่งจำเป็น เทคนิคนี้ใช้พัลส์เลเซอร์ระยะสั้น สร้างคลื่นเสียงความถี่สูง เดินทางเข้าสู่ชิป และความไม่ต่อเนื่องของสัญญาณนั้น ยกตัวอย่างเช่น ช่องว่างในรูพรุนของทองแดง การแยกชั้นระหว่างชั้น จะสามารถสะท้อนคลื่น เหล่านี้ได้ ดังนั้นการวิเคราะห์สัญญาณเสียงสะท้อน PUCA สามารถสร้าง ภาพสามมิติของข้อบกพร่องใต้พื้นผิว ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ที่หัววัดเชิงกลเข้าไม่ถึง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

หัววัดเฉพาะทางสำหรับการทดสอบ: นวัตกรรมในระบบสัมผัสและไร้สัมผัส

การทดสอบถูกปฏิวัติด้วยหัววัดเฉพาะทางที่ผสานรวมระบบการวัดแบบสัมผัสที่มีความแม่นยำสูง และระบบการวัดแบบไร้สัมผัสความเร็วสูง

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการลดขนาด หรือ การย่อส่วน และ ความซับซ้อนทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ตั้งแต่ขนาดที่เล็กกว่า 5 นาโนเมตรไปจนถึงแผงวงจรพีซีบีบอร์ด (PCB) และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น MEMS  นำไปสู่การพิสูจน์คุณภาพและวิธีการทดสอบชิ้นงาน ที่สร้างขึ้น การตรวจวัดค่าความถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยการใช้หัววัด หรือ ที่เรียกอีกอย่างนึงว่า Prob ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่อยู่ในการทดสอบ (DUT) และเครื่องมือวัด

 วิวัฒนาการเทคโนโลยีการตรวจวัดนั้นแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ ระบบการตรวจวัดแบบสัมผัส (Contact Systems) ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และระบบการตรวจวัดไร้สัมผัส (Non-Contact Systems) ที่มีความก้าวหน้าทันสมัย แต่ละแนวทางล้วนขับเคลื่อนนวัตกรรมและชิ้นงานอิเล็กทรอกนิกส์ในปัจจุบัน

ทำไมการตรวจวัดเฉพาะทาง (Advance Probes) เป็นสิ่งจำเป็น

แรงผลักดันหลักสำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยีการตรวจสอบ หรือ การตรวจวัด (Prob Technology) มาจากกฎของฟิสิกส์บวกกับมาตราส่วนทางเรขาคณิต เมื่อจำนวนทรานซิสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขนาดของฟีเจอร์ลดลงสู่ระดับ อะตอม ขนาดของหัววัดแบบเดิมจไม่สามารถตรวจสอบการวัดค่าที่ถูกต้องได้ จากสาเหตุดังนี้

  • ความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายเรื่องอินเทอร์เฟซกับชิ้นงาน หรือ วัสดุ 
  • ประสิทธิภาพทางไฟฟ้าที่ลดลง เนื่องจากตัวหัววัด 
  • ข้อจำกัดด้านวิวัฒนาการและการพัฒนาของวงจรรวม IC 3 มิติ หรือ การออกแบบระบบในแพ็คเกจ (SiP: system-in-package)
  • ข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์การใช้งานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ไข ด้วยวิธีการตรวจวัดที่สามารถทำงานได้ แม่นยำ ในสภาวะเงื่อนไขต่างๆ เช่น จำนวนสัญญาณที่มากขึ้น ความถี่ที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบจากวัดน้อยที่สุด นั่นก็คือ นวัตกรรมการตรวจวัดแบบสัมผัส และแบบไร้สัมผัส 

ระบบตรวจวัดแบบสัมผัส (Contact Probing Systems)

การตรวจวัดแบบสัมผัสเป็นเครื่องมือหลักในการทดสอบระดับเวเฟอร์ (Wafer) ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น จากยุคสมัยที่ใช้เข็มตรวจวัดขนาดใหญ่ ซึ่งเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหาย ถูกแทนที่ด้วยด้วยไมโครแมชชีนและวิศวกรรมขั้น สูง

  • คานยื่นแบบไมโครแมชชีนและการ์ดโพรบแนวตั้ง ( Micro-Machined Cantilevers and Vertical Probe Cards) คือ การ์ดโพรบสมัยใหม่ที่ใช้ กระบวนการโฟโตลิโทกราฟี (Photolithography) และ ระบบไมโครอิเล็ก โทรแมคคานิคส์ (MEMS) สร้างคานยื่นแบบไมโครสโคปิก หรือ คานแนวตั้ง หัววัดเหล่านี้ยกระดับการควบคุมการเคลื่อนที่แบบระนาบ และมีความแม่นยำ สูงขึ้น  เพียงลากผ่านพื้นผิว ด้วยการขยับเลื่อนเพียงเล็กน้อยที่ปลายหัววัด ก็สามารถทะลุผ่านชั้นออกไซด์บนแผ่นโลหะอย่างอะลูมิเนียมได้  

วิธีนี้ช่วยลดความเสียหายของแผ่นชิ้นงาน และ สัมผัสถึงการวัดไฟฟ้าที่น่า เชื่อถือและมีความต้านทานทางไฟฟ้าต่ำเช่น แผ่นทองแดงที่มีชั้นออกไซด์ น้อย หัววัดและรูปแบบการวัดจึงเป็นแบบพิเศษที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อป้องกันการสัมผัสปลายหัววัดที่อาจจะได้รับความเสียหายและปนเปื้อน

  • ความสามารถในการจัดการความถี่สูงและความร้อน (High-Frequency and Thermal Management Capabilities) เมื่ออัตราข้อมูลเกิน 100 Gbps ตัวโพรบจะกลายเป็นสายส่งที่สำคัญ โพรบเฉพาะทางแบบสัมผัสนี้ได้รับ การออกแบบโครงสร้างแบบอิมพีแดนซ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ มีการกำหนดค่า กราวด์-สัญญาณ-กราวด์ (GSG: ground-signal-ground) ในตัวเพื่อลด สัญญาณรบกวน และการสูญเสียสัญญาณ ในขณะเดียวกัน การจัดการ ความร้อนก็เป็นประเด็นสำคัญ ระบบหัวจับความร้อนสามารถควบคุม อุณหภูมิเวเฟอร์ได้ตั้งแต่ -55°C ถึง +150°C ส่วนตัวโพรบเองก็ถูกออกแบบ ให้ระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่มีกำลังไฟฟ้าสูง ป้องกันความร้อนระหว่างการทดสอบ และมีประสิทธิภาพที่แม่นยำ

ระบบตรวจวัดแบบไร้สัมผัส (Non-Contact Probing Systems)

ใช้ในการทำงานที่สัมผัสทางกายภาพไม่ได้ การตรวจวัดแบบไร้สัมผัสจึง เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ วิธีการเหล่านี้ใช้พลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อการกระตุ้นและตรวจวัดทดสอบ DUT โดยไม่ต้องเชื่อมต่อไฟฟ้าโดยตรง

  • การตรวจสอบด้วยอิเล็กโทรออปติก (Electro-Optical Probing) การควบคุมด้วยความแม่นยำของเลเซอร์ หนึ่งในเทคนิคไร้สัมผัสที่ก้าวหน้า ที่สุดคือ  การตรวจสอบด้วยอิเล็กโทรออปติก ที่ใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ Franz-Keldysh ในซิลิคอน หรือปรากฏการณ์ Pockels ในวัสดุอื่นๆ ทำให้สนามไฟฟ้าภายในวงจรเปลี่ยนคุณสมบัติทางแสง ลำแสงเลเซอร์ที่ โฟกัสจะถูกส่งไปยังทรานซิสเตอร์ หรือ ตัวนำ แสงที่สะท้อน หรือ ส่งผ่าน จะถูกปรับโดยสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงภายในอุปกรณ์ ด้วยการถอดรหัส (Decode) ระบบสามารถสร้างรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าภายในได้ วิศวกรจึงสามารถวิเคราะห์เวลาและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบนวงจรที่ทำงาน ได้อย่างแม่นยำด้วยความละเอียดในหน่วยของพิโกวินาที (picosecond resolution) 

-การวิเคราะห์วงจรอัลตราโซนิกพิโควินาที (PUCA: Picosecond Ultrasonic Circuit Analysis) สำหรับการวิเคราะห์ความเสียหายที่ ฝังอยู่ในโครงสร้าง การวิเคราะห์วงจรอัลตราโซนิกพิโควินาที (PUCA) เป็นสิ่งจำเป็น เทคนิคนี้ใช้พัลส์เลเซอร์ระยะสั้น สร้างคลื่นเสียงความถี่สูง เดินทางเข้าสู่ชิป และความไม่ต่อเนื่องของสัญญาณนั้น ยกตัวอย่างเช่น ช่องว่างในรูพรุนของทองแดง การแยกชั้นระหว่างชั้น จะสามารถสะท้อนคลื่น เหล่านี้ได้ ดังนั้นการวิเคราะห์สัญญาณเสียงสะท้อน PUCA สามารถสร้าง ภาพสามมิติของข้อบกพร่องใต้พื้นผิว ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ที่หัววัดเชิงกลเข้าไม่ถึง

Related articles